เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
ศิริวร แก้วกาญจน์...“ผมไม่ได้คาบคัมภีร์มาเพื่อจะเป็นนักเขียน”

ศิริวร แก้วกาญจน์

 

 ผมไม่ได้คาบคัมภีร์มาเพื่อจะเป็นนักเขียน

 

     ในบรรดาหนังสือที่ผ่านเข้ารอบ 8 เล่มสุดท้ายรางวัลซีไรท์หนังสือที่มีชื่อยาวและยอกย้อนที่สุดคงจะไม่มีใครเกินเรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าที่นักเล่าเรื่องคนหนึ่งเล่าให้เขาฟังหนังสือเล่มนี้เป็นของ ศิริวร แก้วกาญจน์ คนส่วนใหญ่รู้จักศิริวร ในฐานะกวีที่มีผลงานปรากฏในนิตยสารฉบับต่างๆความไพเราะของกวีและชื่อของเขาชวนให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นหญิงสาวแต่ความจริงเขาคือหนุ่มใหญ่จากนครศรีธรรมราช

ผู้มีผมเผ้ายาวรุงรังและหนวดเครารกครึ้มศิริวรเป็นนักเรียนโควต้าของคณะวิจิตรศิลป์ วิทยาลัยศิลปะหัตถกรรม จ.นครศรีธรรมราชเป็นวิทยาลัยศิลปะแห่งเดียวของภาคใต้  เรียนที่เดียวกับ พจนาถ พจนาพิทักษ์รุ่นเดียวกันแต่คนละห้อง ศิริวรบอกว่าพจนาถเขามีชื่อเสียงในด้านการเขียนบทกวีตั้งแต่ปี 1 ปี 2 แล้วแต่ตอนนั้นเขาอยากจะเป็นจิตรกรและนักดนตรีมากกว่า

      ช่วงนั้นศิริวรเข้าใจว่าการเขียนกลอนเขียนบทกวีเป็นเรื่องเชยๆ เรื่องหนึ่ง สู้เป็น จิ๊กโก๋ขี้เมาไม่ได้เขารู้สึกว่ากลอนอย่างที่พจนาถเขียนนั้นเขาก็เขียนได้

แต่พอเริ่มลงมือกับมันจริงๆ พบว่ามันยาก ซับซ้อน และต้องใช้พลังและปัญญายิ่งกว่าที่คิดประจวบกับตอนนั้นเขาถูกสบประมาทจากอาจารย์ท่านหนึ่ง ขณะเรียนวิชาประติมากรรมสากล เนื่องจากศิริวรพูดกับเพื่อนในชั้นเรียนว่า เขาจะเป็นนักเขียน แต่เผอิญว่าอาจารย์ท่านนั้นได้ยินเข้าก็เลยหัวเราะ ก่อนพูดว่า เธอจะเขียนนิยายน้ำเน่าหรือ?”นั่นจึงทำให้เกิดการท้าทายขึ้นระหว่างศิริวรกับอาจารย์ท่านนั้นศิริวรเชื่อว่า ถึงจะยากแค่ไหนก็ไม่มีทางเกินศักยภาพของมนุษย์คนหนึ่งไปได้คิดว่าต้องทำให้ได้ จึงไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม ทั้งจากร้านหนังสือ ทั้งจากห้องสมุดผมไม่ได้คาบคัมภีร์มาเพื่อจะเป็นนักเขียน แต่ผมเชื่อในการใฝ่เรียนและใฝ่รู้ เพราะความรู้คือทศนิยมที่ไม่รู้จบแล้วเขาก็ได้เดินบนเส้นทางนี้สมใจในที่สุด

งานชิ้นแรกเป็นอย่างไร

        จริงๆแล้วผมเริ่มเขียนบทกวีมาพร้อมๆกับเรื่องสั้นตอนที่งานได้ลงครั้งแรกก็ลงพร้อมกันเลย ทั้งบทกวีและเรื่องสั้น ประมาณกลางปี 34ตอนนั้นผมขึ้นมากรุงเทพฯพอดี เหมือนโลกการเขียนรอคอยต้อนรับผมอยู่แล้ววันหนึ่งเจอพรรคพวกเขียนหนังสืออยู่รามคำแหง

พวกเขาเขียนบทกวีกันเป็นส่วนใหญ่ผมก็เลยหันเหมาเขียนกวีกลมกลืนไปกับพรรคพวกเพื่อนฝูงด้วยแต่เรื่องสั้นก็ยังทำอยู่ แต่ไม่เยอะเท่าบทกวี

บทกวีหรือเรื่องสั้นชุดแรกๆเป็นยังไง

   เป็นแรงเฉื่อยของวิธีคิดแบบซ้ายตกขอบ เป็นแรงเฉื่อยของสงครามกลางเมืองในช่วงทศวรรษ 2510 แบบตื้นเขินรับช่วงต่อมาจากตรงนั้น โดยแรงดาลใจมาการอ่านงานของคนรุ่นก่อนหน้า คล้ายเขียนตามๆ กันไป เข้าใจว่างานเขียนต้องเป็นอย่างนั้น  ต้องเชื่ออย่างนั้น มาจากบ้านนอกมาเลย

เคยทำงานประจำอะไร

         เคยทำหนังสือพิมพ์มาตุภูมิรายสัปดาห์อยู่ช่วงหนึ่งประมาณปลายปี 34ผมมีบทกวีกับเรื่องสั้นลงตีพิมพ์ที่นั่นก่อน ไม่มีตังค์ก็เข้าไปสำนักงานมาตุภูมิ ไปเบิกเงินกินข้าว เผอิญคุณเซียไทยรัฐทำอยู่ที่นั่น คุยกับพี่เซีย เมื่อรู้ว่าว่างงาน แกก็ชวนมาร่วมงาน เป็นฝ่ายศิลป์แต่ก็ฝึกเขียนข่าวบ้าง ทำข่าวบ้าง หลังพฤษภาทมิฬ ปี 35 ก็ลาออกมา บอกว่าอยากออกไปเขียนรูป เขียนบทกวีตอนนั้นผมรู้สึกว่าเวลาทุกนาทีไม่ควรสูญเสียไปกับการงานอย่างอื่น และยังมีอีกเหตุผลหนึ่ง ซึ่งผมไม่เคยพูดกับใครที่ไหนมาก่อน พี่เซียเองก็ยังไม่รู้ คือว่าหนังสือพิมพ์ของเราทำไมละเลยเรื่องเหตุการณ์เดือนพฤษภาจังเลย ทำไมไม่มีพื้นที่ในการพูดถึงผลพวงของสงครามกลางเมืองบ้าง ขณะเล่มอื่นๆ เขาพูดถึงอยู่ตลอด ผมจึงลาออกหลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำงานประจำเป็นเรื่องเป็นราวบางช่วงพี่ๆ ที่เป็นนักเขียนเป็นครูบาอาจารย์ทางภาคใต้ ก็ดึงไปช่วยทำงานวิจัยบ้าง พักหลังๆ ช่วยพี่เวียง(วชิระ บัวสนธ์) ทำพ็อคเก็ตบุ๊คสามัญชน จริงๆ แล้วไม่รู้ว่าผมช่วยแกหรือแกช่วยผมกันแน่ ทำทั้งหมดทุกอย่าง ปรู๊ฟบ้าง วาดภาพปกภาพประกอบบ้าง จัดรูปเล่มบ้าง บางเล่มพี่แกก็โยนให้เป็นบอกอ

         ถ้าให้เลือก ผมอยากเป็นคนตรวจปรู๊ฟมากกว่า คือมีความสุขที่ได้เป็นคนตรวจปรู๊ฟ เพราะตำแหน่งทุกอย่าง สำหรับผมเป็นเรื่องเหลวไหล เป็นมายาภาพ ไม่ได้ช่วยให้การเขียนของผมดีขึ้นหรือเลวลง แต่ตรงนี้ทำให้ผมมีรายได้เพื่อที่จะเขียนหนังสือ

ระหว่างการเขียนเรื่องสั้น นิยาย และบทกวี ชอบอย่างไหนมากกว่ากัน

       อยู่ที่ภาวะของแต่ละช่วง อยู่ที่การปฏิสัมพันธ์กับปัจจัยต่างๆ ทั้งภายนอกและภายในในแต่ละช่วงเช่นช่วงนี้มีภาวะกวี ผมก็เขียนกวีไป เบื่อท่วงทำนองของกวีก็มาเขียนเรื่องสั้นเบื่อจังหวะของฉันทลักษณ์ก็หันมาเขียนกลอนเปล่าถ้าอยากพูดถึงเรื่องใหญ่ๆ กว้างๆ ที่เป็นโครงสร้างของสังคม ผมจะเลือกสื่อผ่านเรื่องสั้นหรือไม่ก็นิยาย เพราะพื้นที่ของร้อยแก้วเปิดให้เราเล่นได้มากกว่า พื้นที่ในการสื่อสารก็กว้างกว่าผมจึงไม่เคยแยกว่าชอบอันไหนมากน้อยกว่ากัน การเขียนหนังสือคือพันธกิจที่ผมถูกเลือกโดยอะไรบางอย่าง อาจเป็นชะตากรรม หรืออะไรสักอย่างซึ่งผมรู้เพียงว่าจะต้องจริงจังและจริงใจกับมัน

เคยได้ยินว่าเป็นกวีต้องอยู่คนเดียว แต่ถ้าเป็นนักเขียนต้องอยู่ท่ามกลางผู้คน

คำกล่าวนี้จริงไหม

        กับคนอื่นไม่รู้ แต่กับผมการเขียนหนังสือผมต้องอยู่กับตัวละครของผม อยู่กับกระแสคิดของผม สังสรรค์เสวนากับเหล่าตัวละครหลายชนชั้น หลายจำพวกคุณต้องมีโลกเฉพาะของคุณแต่ตอนที่ไม่ได้เขียนคุณจะต้องไปสังสรรค์กับโลก ทั้งโลกล่วงสมัยและโลกร่วมสมัยเมื่อจะทำงานเขียนคุณต้องกลับมาโดดเดี่ยวในโลกของตัวเอง โลกที่คุณคือเทวดา

ทุกวันนี้วางแผนการทำงานยังไง

           ผมเคยเขียนกรอบให้ตัวเองว่าต้องทำงานช่วงนั้นถึงช่วงนั้น วันละกี่ชั่วโมงก็ว่าไปแต่เอาเข้าจริงแล้วยากมาก

พยายามเรียนรู้การทำงานของนักเขียนใหญ่ๆ ทางฝั่งยุโรป และฝั่งอเมริกาหลายคน ว่าเขามีระบบ

             ระเบียบวิธีการทำงานยังไง ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธีการจัดการที่แตกต่างกันไป

ผมพยายามทำอย่างนั้น พยายามเขียนตารางการทำงานให้ตัวเอง แต่ทำไม่ได้ สันดานเราไม่สอดคล้องกับการทำอย่างนั้น โดยเฉพาะบทกวี คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะทำให้มันเชื่องได้ หากคุณไม่มีหัวจิตหัวใจในการปฏิสัมพันธ์กับมันแต่ผมก็พยายามวางกรอบให้ตัวเองไว้กว้างๆ เช่นปีหรือสองปีควรมีต้นฉบับพร้อมพิมพ์สักเล่มหนึ่ง ซึ่งมันจะได้พิมพ์เป็นเล่มหรือไม่ก็ไม่เป็นไร งานเขียนโดยมากผมจะเขียนช่วงกลางคืนเพราะกลางคืนเป็นโลกมหัศจรรย์สำหรับคนเขียนหนังสือ อย่างน้อยก็สำหรับผมเอง

การเรียนมาทางศิลปะช่วยเรื่องการเขียนยังไง

            ช่วยเรื่องการจัดวางองค์ประกอบ สีสัน มุมมองหากการเขียนเรื่องสั้นคือการเขียนภาพภาพหนึ่ง อย่างน้อยผมก็ควรรู้ว่าโฟกัสของภาพมันอยู่ตรงไหน นั่นคือระดับพื้นผิว ระดับสุนทรียภาพของชิ้นงาน ส่วนระดับที่ลึกลงไป ซึ่งหมายถึงประเด็นเนื้อหา

ศิลปะคือกุญแจดอกสำคัญที่ช่วยให้เราไขบานประตูบานหนึ่งง่ายขึ้น

ได้ยินว่ากำลังเขียนนิยายอยู่

     ก็เป็นการฝึกทักษะในการคิดการเขียนอีกครั้งหนึ่ง แต่ผมยังไม่ค่อยพอใจกับมันสักเท่าไหร่ยกร่างมา 3 ครั้งแล้วความจริงเขียนไว้ตั้งแต่ปลายปี 46 แต่จะยังไม่พิมพ์จนกว่าผมจะพอใจกับมันมากกว่านี้หรือไม่ก็อาจจะทิ้งไปเลย เพราะในหัวผมมีเรื่องอีกเยอะแยะมากมายที่อยากจะเขียน มีตัวละครมากมายที่ผมอยากสนทนาด้วย คือผมพยายามจะทำต้นฉบับสต็อกไว้เรื่อยๆ เพื่อฝึกฝนตัวเอง เพื่อเป็นนักเรียนที่ดีของตัวเองอย่างล่าสุดผมมีหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อเก็บความเศร้าไว้ให้พ้นมือเด็กเด็ก เป็นงานกลอนเปล่าที่เขียนเก็บสะสมมาตั้งแต่ปี 39 ปี 40 จนถึงปี 48 ซึ่งก็วางแผงแบบเงียบๆ เหมือนทุกเล่มที่ผ่านมา น้อยคนที่รู้ว่าผมเขียนกลอนเปล่าเก็บเอาไว้เหมือนเรื่องสั้นที่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าผมฝึกฝนมาตลอด อย่างเรื่องเรื่องเล่าฯ ก็คือรูปธรรมอย่างหนึ่งของการการฝึกฝน เรียนรู้ ลองผิดลองถูกตลอด 14-15 ปีที่ผ่านมา

 เขียนกวีไว้เยอะมากเลยใช่ไหมครับ

      ใช่ โดยเฉพาะช่วงหลังๆ มีกล่อนเปล่าเยอะมาก ส่วนหนึ่งเหลือจากเล่มเก็บความเศร้าฯส่วนหนึ่งอยู่ในสมุดบันทึกประจำวัน บางส่วนก็อยู่ในเครื่องคอมฯ และอีกหลายชิ้นก็หาไม่เจอ

เขียนถี่แค่ไหน สัปดาห์ละ 1-2 ชิ้น หรือเปล่า

        ช่วงแรกเป็นอย่างนั้น บางทีมากกว่านั้นอีก แต่ช่วงหลังถือว่าน้อยลงผมบอกตัวเองว่าเขียนให้น้อยหน่อยก็ได้ แต่เรียนรู้ให้เยอะประเด็นการตีพิมพ์ก็จะเป็นประเด็นรองลงไป แค่ว่าคุณมีงานเก็บไว้จะได้ตีพิมพ์หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งถ้าได้ตีพิมพ์ก่อนจะดีมาก เพราะเราได้ค่าเรื่องตรงนั้นมาเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจแต่ถึงไม่ได้ตีพิมพ์ตามหน้านิตยสาร หากเนื้องานมันได้ เป็นที่พอใจ เมื่อมีเงิน เราก็พร้อมที่จะพิมพ์เป็นเล่ม

พิมพ์งานทั้งหมดเองเลยหรือ

          ส่วนใหญ่พิมพ์เองทั้งหมด เป็นนักเขียนที่ไม่มีสำนักพิมพ์ไหนรับพิมพ์เลย

คือจริงๆ ไม่เคยส่งไปให้สำนักพิมพ์ไหนพิจารณาเลย นอกจากบางเล่มที่เพื่อนออกทุนพิมพ์ให้ที่สำคัญผมอยากจะจัดการกับมันเองทั้งหมดทุกขั้นตอนไม่ว่าออกแบบปก จัดรูปเล่ม เขียนรูปประกอบเขียนรูปปก ปรู๊ฟ ทุกขั้นตอนเราอยากได้รูปเล่มอย่างนี้ หน้าตาอย่างนี้ สีสันอย่างนี้พิมพ์กับสำนักพิมพ์อื่นบางทีเขาอาจอยากได้อีกแบบ ซึ่งไม่ตรงกับรสนิยมเราในฐานะนักเขียนโนเนม เราคงไม่มีพาวเวอร์ไปกำหนดว่าอยากได้อย่างนั้นอย่างนี้นี่ผมคิดเอาเอง เพราะไม่เคยส่งต้นฉบับไปให้บรรณาธิการคนไหนอ่านเลยแต่ผมโชคดีอยู่อย่าง คือแวดล้อมผมมีคนที่มีศักยภาพที่เป็นบรรณาธิการชั้นดีอยู่เยอะยังไม่นับถึงบรรณาธิการตัวจริงอย่างพี่เวียง ที่ช่วยคอมเมนท์งานให้อยู่บ่อยครั้งโดยเฉพาะเล่มเรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าฯ พี่เวียงก็เป็นคนแรกๆ ที่ช่วยอ่าน

ที่ผ่านมาการพิมพ์งานเอง อยู่ได้ทางเศรษฐกิจไหม

         จริงๆมันไม่ได้หรอก เพราะที่ผ่านมาเราตั้งราคาหนังสือต่ำขณะที่ต้นทุนการผลิตสูง ซึ่งในทางธุรกิจถือว่าโง่มาก วันหนึ่งเราได้ข้อสรุปว่าคนซื้อหนังสือส่วนมากมักไม่มองที่ตัวราคาเงินที่กลับเข้ามามักเป็นเบี้ยหัวแตก แต่แน่นอนเราได้ผลงานแต่ผมก็ภูมิใจ ที่กว่าจะพิมพ์หนังสือแต่ละเล่มจะมีพรรคพวกเพื่อนฝูงทั้งที่เป็นนักศึกษาด้านวรรณกรรม และทั้งที่เป็นบอกอจริงๆ มาช่วยดู ช่วยคอมเมนท์ให้ไม่ใช่ว่ามีผลงานจำนวนหนึ่ง มีเงินจำนวนหนึ่งแล้วพิมพ์เลยโดยไม่ฟังทัศนะใคร

งานเขียนที่ออกมามีการขัดเกลาหลายรอบไหม

        หลายรอบมาก เพราะผมรู้ว่าตัวเองไม่ใช่อัจฉริยะ ผมเป็นคนโง่ๆที่พยายามศึกษาหาความรู้เท่านั้นเอง พยายามเงี่ยหูฟังว่าตอนนี้เขาพูดกันถึงเรื่องอะไรกันบ้างก็พยายามติดตามเกาะแกะไปอย่างโง่ๆพอเขียนงานจึงต้องเกลาหลายรอบ บางทียิ่งเกลายิ่งไม่เข้าท่าหรือบางชิ้นงานพอจะเข้าท่าอยู่บ้าง แต่พอตื่นขึ้นมาอีกวันกลับไปอ่านใหม่

ใครขโมยความแหลมคมในชิ้นงานของเราไปไหนวะ เราต้องขัดเกลา เพิ่มมิติ เพิ่มประเด็น เพิ่มสัญลักษณ์เข้าไปปัญหาคือผมมักไม่ค่อยพอใจกับอะไรง่ายๆ กว่าที่จะงานผ่านตัวเองได้ปวดหัวฉิบหายไม่เกี่ยวกับว่าเราจะผ่านคนอื่นหรือเปล่านะ

ถ้าไม่ผ่านคนอื่นแต่ผ่านตัวเอง

         บางทีเราก็ยืนยันหากเราเชื่อว่ามันดีพอก็อภิปรายแจกแจงถึงเหตุผลอย่างนั้นอย่างนี้  ถ้าพรรคพวกอ่านแล้วยืนยันกลับมาว่าไม่ได้หากมันไม่ได้จริง บางทีเราก็ทิ้งไปเลย

ตอนนี้สนใจเรื่องอะไรอยู่

          หลายปีมานี้ผมเน้นหนักเรื่องประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์เอเชียตะวันเฉียงใต้ ต้องเข้าใจว่าการอ่านประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ภาคพื้นทวีปไหน โดยตัวมันเองแล้วเนี่ย จะเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ส่วนอื่นๆ ของโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ ที่สนุกคือความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่เกาะเกี่ยวมากับประวัติศาสตร์ แม้แต่การผลิตสร้างอัตลักษณ์ของรัฐชาติแต่ละรัฐชาติก็หนีไม่พ้นเครื่องมือ ที่ชื่อว่าประวัติศาสตร์อย่างพวกพงศาวดารก็สนุก หรือบันทึกของนักเดินทางในศตวรรษก่อนๆ ก็สนุก อย่างน้อยเราก็เห็นลักษณะทางกายภาพของโลกในยุคประวัติศาสตร์ได้จากหนังสือเหล่านั้นและประวัติศาสตร์ก็นำผมมาสู่การสนใจเรื่องชาติพันธุ์วิทยมานุษยวิทยา ขณะเดียวกันก็ติดตามความเคลื่อนไหวของโลกใหม่ๆ ในฐานะนักเขียนคุณไม่มีสิทธิ์ละเลยโลกสมัยใหม่ คุณต้องเคลื่อนไปกับการโคจรของโลกและผมก็ได้เรียนรู้ผ่านทางผลงานของนักวิชาการรุ่นใหม่จากสำนักต่างๆเมื่อผมอ่านประวัติศาสตร์ อ่านงานวิชาการที่มันเข้มๆหนักๆ ผมก็จะกลับไปอ่านนิทานนิทานสำหรับเด็ก นิทานพื้นบ้าน นิทานของแอนเดอร์สัน นิทานกริม นิทานเวตาล นิทานสันสกฤตนิทานอะไรก็ได้ที่อยู่ใกล้มือเพื่อที่จะถ่วงดุลกันระหว่างโลกของความรู้และโลกของจินตนาการเพื่อที่ความคิดของผมจะไม่แข็งกระด้างเหมือนงานวิชาการ และไม่เบาหวิวเหมือนนิทาน 

เคยคิดจะเขียนนิทานไหม

    คิดมาหลายปีแล้ว เคยทดลองเขียนไว้หลายเรื่อง เคยลงพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์อยู่บ้างนิทานในรูปของเรื่องสั้น หรือเรื่องสั้นในรูปของนิทาน แต่มาถึงวันนี้คุณบินหลาสันกาลาคีรีเขาเขียนเป็นเรื่องเป็นราวไปก่อนแล้ว ผมคงไม่กล้าเขียนแข่งกับเขาหรอกแต่จะให้เลิกอ่านคงไม่ได้แล้ว ไม่เชื่อคุณลองไปอ่านหิโตปเทศดูสิ ร่วมสมัยมากหรือไม่ก็ลองอ่านงานวิเคราะห์แนวคิดจากนิทานเรื่องปกรณัมนิทานของอาจารย์กุสุมาดูสิทั้งประวัติศาสตร์และนิทานคือสองแอ่งอารยธรรมโบราณที่นักเขียนควรวักดื่มและ เรื่องเล่าของคนบันทึกเรื่องเล่าฯของผมหลายส่วนก็แตกยอดมาจากแอ่งอารยธรรมอันนั้น

งานชิ้นนี้พอใจกับมันมากแค่ไหน

         สำหรับ เรื่องเล่าฯหน้าที่ของผมถือว่าจบลงแล้วผมพยายามย่อย สังเคราะห์ความรู้ของผมลงในพฤติกรรมของตัวละครทั้งหมดในเรื่องผมเชื่อว่าหากพฤติกรรมของมนุษย์ใศตวรรษที่ยี่สิบถูกกำหนดโดยวิธีคิดแบบสังคมนิยมหรือมาร์กซิสพฤติกรรมของมนุษย์ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดก็น่าจะถูกกำหนดโดยทุนนิยม บริโภคนิยมเช่นกันส่วนพฤติกรรมใหม่จะนำเราไปสู่อะไรนั้น อยู่ที่ว่าเรามีต้นทุนทางปัญญามากน้อยแค่ไหน เรามีต้นทุนทางวัฒนธรรมมากน้อยแค่ไหน เราเป็นต้นไม้ที่หยั่งรากลงในเนื้อดินจริงๆ หรือเราเพียงเกาะอยู่ตามขอบตึกขอบกำแพง

มีความสุขดีไหมกับการเป็นนักเขียน

         ถ้าคุณไม่เลือกทำงานที่มีความสุข คุณจะเลือกอะไร

แต่บางคนบอกว่าช่วงเวลาที่เขียนไม่ออกเป็นช่วงเวลาที่ทรมานมาก

       แน่นอน แต่เราหาทางออกโดยการทำอย่างอื่นได้นี่ ดูหนัง ฟังเพลง เดินทางท่องเที่ยวคุณก็ไปเปิดโลกทัศน์ใหม่สิทักทายโลกใหม่ๆ นั่นเป็นต้นทุนที่จะสั่งสมอยู่ข้างในเราถ้าเราตัน เขียนไม่ออก แล้วนั่งเค้นสมอง นั่งจมอยู่หน้าคอมพ์ฯ มันจะยิ่งเศร้าการเคลื่อนที่ออกจากจุดเดิมๆ คือการเดินไปหาความสุข เหมือนการทำงานอย่างหนึ่ง

จัดงานเขียนของตนเองอยู่ในประเภทไหน

          ไม่รู้ บางทีนักเขียนคนหนึ่งน่าจะมีคำตอบ มีบทสรุปของตัวเองในแต่ละช่วงไปซึ่งแต่ละช่วงไม่จำเป็นต้องวนอยู่ในกรอบเดิมๆ ก็ได้อีกด้านหนึ่งของอัตลักษณ์คือการทำซ้ำๆ หรือย่ำอยู่กับที่ถ้าเป็นเช่นนั้นผมคงไม่เลือกที่จะเป็นอย่างนั้น

อย่างนั้นเราจะมีบุคลิกที่ชัดเจนได้ยังไง

         ต้องเข้าใจว่าบุคลิกทางกายภาพของมนุษย์ กับอัตลักษณ์หรือลักษณะเฉพาะในงานเขียนนั้นมันอาจจะไม่ใช่เรื่องเดียวกันเสมอไป เช่นอัตลักษณ์ของความเป็นชาติหรือรัฐชาติอาจไม่ใช่อันเดียวกันกับอัตลักษณ์ของความเป็นเชื้อชาติ หรือชาติพันธุ์เสมอไปการทำซ้ำหรือผลิดซ้ำในนามของรัฐชาติ เป็นเรื่องดี แต่การผลิตซ้ำของงานสร้างสรรค์บางทีเราควรตระหนักว่า อัตลักษณ์ในงานสร้างสรรค์นั้นมันเป็นมายาคติหรือเปล่าอัตลักษณ์เป็นภาพข้างนอกหรือว่าข้างในกันแน่ เป็นเปลือกผิวหรือว่าเป็นแก่น

อะไรเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนให้กับคุณมากที่สุด

            ผมว่ามันมาจากส่วนผสมหลายอย่าง ทั้งพรรคพวกเพื่อนฝูงการเดินทาง ความรัก ความฝัน ความเชื่อ ความศรัทธาที่สำคัญก็คือปัญหาของโลกร่วมสมัย

ถ้าได้ซีไรท์

        เพื่อนหลายคนก็แหย่ผมเรื่องนี้เหมือนกันผมเลยบอกเพื่อนๆว่าอย่ามาพูดให้ผมเสียคน อย่าคิดข้ามช็อตว่าถ้าได้แล้วจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะนั่นมันอยู่เหนือการควบคุมของเรา อยู่ที่การชี้วัดตัดสินของคณะกรรมการเขาเมื่อมีการปะทะสังสรรค์ทางปัญญา เราก็แค่กระโดดลงไปร่วมวงเท่านั้นเอง

เห็นด้วยกับการประกวดรางวัลทางวรรณกรรมไหม

 

จำนวนผู้เข้าชม 1100    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :