เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
ตั๊ก วงศ์รัฐ

 

      บ่ายของวันที่อากาศแสนจะร้อน จุดหมายการเดินทางอยู่ที่อาคารสีจัดจ้านริม ถ.บางนา-ตราด เพื่อพบกับหนุ่มใหญ่วัยกลางคนสวมแว่นตากลม ใบหน้าที่บอกความใจดี กับการต้อนรับที่เต็มใจและให้ความเป็นกันเอง ช่วยคลายอุณหภูมิความร้อนลงได้มาก ถ้าเอ่ยถึงตั๊ก วงศ์รัฐ คนรุ่นใหม่อาจไม่คุ้นหูนัก แต่หากย้อนไปในยุคของกลุ่ม "พระจันทร์เสี้ยว" เขาเป็นหนึ่งในคณะนักเขียน และเคยมีผลงานรวมเรื่องสั้นออกมาแล้ว 2 เล่ม จนได้รับการกล่าวชมจากนักเขียนหลายท่านว่าเป็นผู้ที่เขียนเรื่องสั้นได้อย่างแหลมคมคนหนึ่งในยุคนั้น นานพอสมควรที่นักอ่านไม่มีโอกาสลิ้มรสถ้อยอักษรของเขา ในช่วงระยะเวลาของการเดินทางของชีวิตนั้นเขาได้ทำสิ่งใดบ้าง
             เขาเริ่มต้นชีวิตวัยเด็กที่ จ.ขอนแก่น และเป็นเด็กที่มีผลการเรียนดีมากคนหนึ่ง แม้ในช่วงที่กิจการค้าของพ่อแม่แย่เขาถูกส่งไปอยู่กับอากงอาม่าและต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วยนับแต่นั้น จากนั้นได้ย้ายเข้ามาเรียนระดับมัธยมที่โรงเรียนสวนกุหลาบ มาพักอยู่กับยายที่ ถ.รองเมือง
           "จากบ้านยายแค่ข้ามทางรถไฟก็ถึงร.ร.เทพศิรินทร์แล้ว แต่ไม่รู้ทำไมผมสมัครสอบที่ ร.ร.สวนกุหลาบ ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้เลยว่าสถานที่แห่งนี้ยิ่งใหญ่และสำคัญอย่างไร พอสอบได้สิ่งแรกที่สำคัญคือส่งจดหมายไปหาครูใหญ่ที่ขอนแก่น 10 กว่าปีให้หลังได้เจอเพื่อนขอนแก่นเล่าว่า ครูใหญ่เอาจดหมายของผมไปอ่านหน้าเสาธง" เล่าย้อนรำลึกยามเยาว์วัยด้วยรอยยิ้มบ่งบอกความภาคภูมิใจ
              ที่ ร.ร.สวนกุหลาบ เป็นเบ้าหลอมให้รักการอ่านเพราะบางวันที่ไม่มีเงินค่าอาหารก็จะเข้าไปอ่านหนังสือในห้องสมุดซึ่งมีหนังสือที่น่าสนใจมากมายจึงเป็นแหล่งนัดพบของเขากับตัวอักษรของมนัส จรรยงค์,มจ.อากาศดำเกิง และนักเขียนอีกมากนามที่รอคอยเขาอยู่
         "ครูและห้องสมุดทำให้เราเอาตัวรอด และเป็นโอกาสดีที่เราได้เจอเพื่อน ๆ ที่ดี"เป็นถ้อยคำของความเชื่อมั่นที่บ่มเพาะเขามา
    หลังจบชั้นมศ.3 ก็เบนเข็มมาเรียนคณะช่างพิมพ์ช่างภาพ ที่วิทยาลัยเทคนิคทุ่งมหาเมฆ ผลการเรียนเทอมแรกที่นี่เขาได้ A ทุกวิชา ระหว่างเรียนนอกจากต้องทำงานในวันหยุดแล้วกิจกรรมหลักอีกอย่างคือเป็น สาราณียากรที่ชมรมภาษาไทย ซึ่งออกหนังสือรายสะดวก เพราะเหตุนี้เป็นโอกาสได้รู้จักกับเพื่อนนักเขียนนักคิดคนสำคัญอาทิเช่น วิทยากร เชียงกุล ,อาจารย์ส. ศิวรักษ์,สุชาติ สวัสดิ์ศรี ฯลฯ และได้ร่วมทำกิจกรรมร่วมกัน
       "ในช่วงนั้นบทความของผมถูกเลือกไปลงในหนังสือสยามรัฐ ซึ่งถ้าเรื่องของใครได้ลงก็ถือว่าผ่านการทดสอบในระดับหนึ่ง พอขึ้นปี 2 ผมได้งานที่นิตยสารภาษาอังกฤษรายเดือน โดยได้เงินเดือนสูงกว่าวุฒิปริญญาตรีในช่วงนั้น จากนั้นก็มาทำอยู่ที่บางกอกโพสต์ 7 ปี" นับเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่ละทิ้งการศึกษาในระบบและหันมาเรียนรู้จากประสบการณ์การทำงานจริง
          ด้วยความสามารถที่หลากหลายที่นอกจากเขียนหนังสือได้แล้ว เขายังวาดรูปเก่งจึงทำงานได้หลายแนวคือมีฝีมือในการจัดรูปเล่มหนังสือออกมาได้สวยงาม
       "สมัยก่อนเวลาเขียนงานถ้าคิดยังไม่จบก็ไม่เขียนเลย แต่เดี๋ยวนี้บก.มาบอกผมว่าช่วยเขียนเรื่องให้หน่อยจะส่งค่าเรื่องให้ก่อนเลย ผมก็จะเขียนได้คือมีสามารถนั่งทำทีเดียว 4-5 ชั่วโมงก็ได้ บางคนบอกเป็นการทำงานลักษณะของนักเขียนถังแตก คือไม่มีตังค์แล้วถึงคิดออก" เมื่อถามว่าชอบสิ่งใดมากกว่ากัน "ถ้าพูดถึงว่าได้ทำงานหลาย ๆ อย่างก็ชอบเท่า ๆ กันหมดสำหรับงานที่ทำ ไม่ได้ชอบอะไรมากหรือน้อยกว่ากัน เพราะงานอะไรที่รักและชอบแล้วก็เหมือนกับเป็นการหายใจเข้าออกไม่ใช่การทำงาน เหมือนคติฝรั่งที่บอกว่า ใครก็ตามที่ทำงานที่ตนรักและชอบทั้งหมดที่เหลือมันจะตามมา อย่างซีไร้ท์ไม่ได้ไม่เป็นไร ก็เลี้ยงชีวิตได้ โรคภัยไข้เจ็บไม่มีก็ไม่เครียด"

สุดท้ายได้พูดถึงเรื่องถึงสถานการณ์และรูปแบบหนังสือในปัจจุบันว่า
      "ภาษาและแนวคิดเปลี่ยนไปตามแบบแผนการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกหลาย ๆ อย่างเพิ่มขึ้น ช่วงนี้กระแสหนังสือแปลกลับมาอีกแล้ว ทำให้แปลกใจว่าทำไมหนังสือไทยไม่ว่าจะเป็นเรื่องสั้น กวี หรือนวนิยายยอดขายค่อนข้างเงียบ ทั้งที่ในยุคพี่อาจินต์ ปัญจพรรค์ ทำหนังสือโอเลี้ยงห้าแก้ว งานของรงษ์ วงศ์สวรรค์ พิมพ์ 10,000 เล่ม ขายหมดใน 7 วันต้องพิมพ์เพิ่ม ซึ่งมันต่างกันมาก" แม้ว่ากระแสวรรณกรรมยุคนี้เหมือนป่วยไข้แต่เขายังยืนยันอย่างหนักแน่นว่า "เร็ว ๆ นี้อาจมีผลงานรวมเล่มของ "ตั๊ก วงศ์รัฐ" ออกมาให้ได้ติดตามกัน

 

จำนวนผู้เข้าชม 1147    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :