เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
ทิววัฒน์ ภัทรกุลวณิชย์

 

"การเขียนสีน้ำก็เหมือนกับการหัดขี่จักรยาน แรก ๆ อาจจะล้มเจ็บตัว สักพักก็จะสามารถขี่ได้โดยไม่ล้ม จะขี่มือเดียวก็ได้ เหมือนกับการเขียนสีน้ำ แรก ๆ อาจจะเลอะเทอะบ้าง หากหมั่นฝึกฝนก็จะสามารถวาดออกมาได้อย่างสวยงามและรวดเร็ว"
       จากเด็กชายที่มักจะหลบทุกอย่างเข้าไปอยู่ในโลกส่วนตัวด้วยการเขียนรูป ปัจจุบันเขาเติบโตและได้ทำงานที่ตนรักด้วยการตวัดปลายปากกาและพู่กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ในงานการ์ตูนการเมืองและภาพวาดสีน้ำบอกเล่าเรื่องราวสถานที่ต่าง ๆ ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ทิววัฒน์  ภัทรกุลวณิชย์

       กับบทบาทเจ้าของภาพวาดสีน้ำบนปกหลังจุดประกาย เสาร์สวัสดี หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่ถ่ายทอดรูปร่างและเรื่องราวของสถานที่ที่ตาอยากเห็นและใจอยากรู้ มาตลอดระยะเวลาเกือบ 5 ปี บัดนี้ถูกนำมารวบรวมเป็นผลงานหนังสือเล่มแรก "เก็บไว้ด้วยปลายพู่กัน" ที่เจ้าตัวบอกว่า "ดีใจที่ได้ทำความฝันที่ตัวเองฝันไว้นานมากแล้วเป็นความจริง"

       "เคยทำงานในหนังสือเล่มอื่น ๆ มาเยอะแล้ว เขียนภาพประกอบบ้าง วาดรูปปกบ้าง แต่ก็ไม่ใช่งานของตัวเองสักที ก็เลยฝันเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งเราน่าจะมีหนังสือเป็นของตัวเองสักเล่ม พอสามารถทำความฝันให้เป็นจริงได้ ทำให้รู้สึกว่าเหมือนกับได้ปลดภาระของตัวเองออกเรื่องหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่ได้คิดว่ามันจะดีที่สุดในโลกนะ คิดว่าดีที่สุดเท่าที่เงื่อนไขทุกอย่างจะอำนวย ก็พอใจกับสิ่งที่ได้ออกมา ถ้ามีเล่มต่อไปก็จะทำให้ดีที่สุดเท่าเล่มนี้เหมือนกันครับ"

       ย้อนไปที่จุดเริ่มต้นของความคิดในการนำเสนอภาพวาดสีน้ำของสถานที่ต่าง ๆ บนเส้นทางที่เขาได้ย่างเหยียบ

       "เริ่มต้นจากที่เมื่อก่อนชอบถ่ายรูป แต่ช่วงหลังสู้กับค่าใช้จ่ายไม่ไหวจึงหันมาเขียนรูป การเขียนรูปบางครั้งก็ไม่สามารถเก็บรายละเอียดได้หมด ก็ต้องบันทึกเอาไว้ บันทึกว่าเราได้รู้ได้เห็นอะไรมาบ้าง จากนั้นก็เริ่มมีความคิดเห็น ทัศนะ การวิพากษ์วิจารณ์แทรกเข้าไปด้วยจึงกลายเป็นคอลัมน์ "เก็บไว้ด้วยปลายพู่กัน" อย่างที่เห็นแหละครับ"

      การได้เดินทางไปทุกหนแห่งไม่จำกัดว่าต้องเฉพาะในเมืองไทยหรือต่างประเทศ แต่เป็นทุกสถานที่ที่ต้องการนำเสนอเรื่องราว เขาจึงได้พบปะผู้คนมากหน้าที่บางครั้งก็สื่อสารกันด้วยภาษาไม่เข้าใจ แต่ด้วยความคิดที่ว่า "การเขียนรูปหรืองานศิลปะ เป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนกับคนให้มีเรื่องคุยกัน" เขาก็สามารถเดินทางไปทำงานได้ทุกที่พร้อมกับผูกมิตรภาพกับเพื่อนใหม่ได้มากมาย

      พรสวรรค์ในงานภาพย่อมส่อแววให้เห็นในวัยเยาว์ แต่องค์ประกอบอีกอย่างในงาน "เก็บไว้ด้วยปลายพู่กัน" ก็คือ ทักษะทางภาษาที่ต้องถ่ายทอดความคิด ทัศนะ ออกมาให้ผู้อ่านเข้าใจและกลมกลืนในเรื่องราว และเหตุที่เขาทำได้ดีก็คงจะหนีไม่พ้นเหตุผลที่ว่า

      "ชอบอ่านหนังสือครับ ชอบอ่านนิทานมาตั้งแต่เด็ก อ่านหนังสืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่หนังสือเรียน คือถ้ามีหนังสือก็อยู่ได้ บางทีไม่มีอะไรอ่านก็ไปหยิบหนังสือธรรมะมานั่งอ่าน ผมจะไม่ปิดกั้นตัวเองว่าต้องชอบอ่านประเภทใดประเภทหนึ่ง"

      และการไม่ปิดกั้นตนเองนี้ก็ทำให้เขาสามารถถ่ายทอดงานภาพได้หลากหลายเรื่องราวในทุกสถานที่ ไม่เว้นแม้แต่ห้องน้ำสารธารณะ หรือป้ายโฆษณาที่เราต่างมองแล้วผ่านเลย แต่เขากลับไม่คิดเช่นนั้น

      "มีบางเรื่องนึกอยู่ในใจไว้แล้วว่าอยากเขียนแต่ยังไม่มีโอกาส อย่างตอนนี้ก็คือเรื่องของ "ป้ายโฆษณา" ผมเห็นแล้วรู้สึกว่าสนุกดีน่าเขียน ตอนที่รถติดแล้วแหนหน้ามองขึ้นไปก็จะเห็นว่า ป้ายโฆษณาบอกเรื่องราวมากมาย มันสามารถบอกทิศทางของประเทศเราได้จากป้ายโฆษณานี้ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของโรงงานยาไทย ที่เห็นและรู้จักมาตั้งแต่เด็ก ตั้งใจไว้ว่าถ้ามีโอกาสก็จะไปเขียน"

      แม้จะสนุกกับการลงมือทำงานทุกครั้ง และไม่ได้รู้สึกถึงความเหน็ดเหนื่อยหรือเคร่งเครียดเลย แต่หากมีเวลาว่างเมื่อไรเขาก็ไม่ลืมที่จะพักผ่อนดูแลตัวเองโดยการเล่นกีฬาบ้าง และอีกอย่างหนึ่งที่จะขาดเสียมิได้ก็คือ การนอนมาก ๆ

            "ใบหน้าจะได้ดูสดชื่นแจ่มใสอยู่ตลอดเวลายังไงล่ะครับ"

 

จำนวนผู้เข้าชม 1319    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :