เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
ปริทรรศ หุตางกูร

 

อีกหนึ่งผลงานที่สามารถชนะใจกรรมการผ่านเข้ามาในรอบ 7 เล่มสุดท้ายของการประกวดรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซี่ยนในปีนี้ "แม่มดบนตึก" รวมเรื่องสั้นเล่มแรกในชีวิตของ "ปริทรรศ หุตางกูร" อาจารย์สอนศิลปะที่สถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช
       "ผมว่าผมเป็นคนเขียนรูป ผมเล่าเรื่องโดยการใช้พล็อตเรื่อง เรื่องที่เล่าก็คือเรื่องของคน สังคม การเขียนรูปมามีบางส่วนเล็ก ๆ ที่เปิดโอกาสให้ลองเขียนเรื่องสั้นดู แล้วก็สนุกไปอีกแบบ แต่ก็เป็นเรื่องยากอยู่ดีสำหรับผมในการเขียนเรื่องสั้น กว่าจะได้แต่ละเรื่องต้องใช้เวลา"
       นี่คือคำกล่าวบางส่วนของปริทรรศในงานวันประกาศผลหนังสือเข้ารอบการประกาวดรางวัลซีไรท์ที่ผ่านมา
       แม้เขาจะบอกว่าตนเป็นคนเขียนรูป และการเขียนหนังสือเป็นเรื่องยากและต้องใช้เวลา แต่เขาก็สามารถสร้างสรรค์งานเขียนเล่มแรกออกมาโดยใช้ศิลปะทั้งสองแขนงส่งเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัว จนมีคำกล่าวจากหนึ่งในคณะกรรมการว่า "นักเขียนเป็นศิลปินก็ได้เปรียบนักเขียนทั่วไป รู้จักการบรรยายฉากโดยใช้เกรียงและสีมาเป็นคำ...นอกจากใช้อิมเพรสชั่นนิสม์แล้ว ยังรู้จักโพสต์โมเดิร์นริซึ่ม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รู้จัก เขาเป็นศิลปินจึงรู้และเข้าใจ สามารถถ่ายทอดออกมา เพราะฉะนั้นจึงเห็นพัฒนาการในรูปแบบของเขา..."
       ลองมาทำความรู้จักกับเขากันดีกว่าค่ะว่าเริ่มสนใจงานแต่งแต้มสีสันบนตัวอักษรมาตั้งแต่เมื่อไร
เริ่มสนใจในงานเขียนวรรณกรรมตั้งแต่เมื่อไรคะ แล้วมีแรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้เริ่มต้นลงมือเขียน
       สนใจงานวรรณกรรมมาตั้งแต่เป็นนักเรียน เช่น โลกหนังสือ กวีท่านอังคาร คำหยาดของพี่เนาวรัตน์ บทกวีของคุณสุจิตต์และคุณขรรค์ชัย วิทยากร เชียงกูล, จิตร ภูมิศักดิ์ และรวมเรื่องสั้นเพื่อชีวิตหลาย ๆ เล่มในสมัยนั้น เช่น คมสันต์ พงษ์สุธรรม, คมทวน คันธนู นิยายเรื่องปีศาจ เมื่อมาเรียนศิลปากรได้อ่านงานแปลมากขึ้น โดยเฉพาะงานของนักเขียนรัสเซีย งานของการ์มูส์ ผมคิดว่านี่เป็นช่วงที่ดีมากในโลกแห่งประสบการณ์ทางความงามของผม จากนั้นแรงบันดาลใจจริง ๆ ก็คงมาจากพี่ ๆ เพื่อน ๆ และน้องชายที่เขียนหนังสือ ในแวดวงกลุ่มนาคร หนังสือช่อการะเกด บวกกับชอบวิจารณ์แบบจับผิด จึงคิดว่างานเขียนก็ไม่น่าจะยากเมื่อเรามีทุกอย่างพร้อม มุมมอง จินตนาการ ความคิด และอารมณ์ สิ่งที่ต้องมาสร้างจริง ๆ ให้เป็นเราน่าจะเป็นเรื่องของภาษา
ช่วยเล่าถึงความเป็นมาในการรวมเล่มครั้งแรกนี้หน่อยค่ะ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง
       เมื่อมีเรื่องมากพอก็อยากรวมออกมาตั้งแต่ 2-3 ปีที่แล้ว แต่ติดไปอินเดียเสียก่อนครับ พอดีเป็นหน้าซีไรท์ก็เลยขอให้คุณเสี้ยวจันทร์ แรมไพร และ เวียง (วชิระ บัวสนธ์)ช่วยมาเสี่ยงพิมพ์ให้หน่อย โดยเฉพาะเสี้ยวจันทร์ถือว่าเป็นเพื่อนสนิทกันและเคยทำงานยุคแมกกาซีนเริ่มบูมมาด้วยกัน เขาช่วยจัดการทุกอย่าง ทั้งปก รูปเล่ม การตั้งชื่อ ตัดต่อฉับ ๆ ผมก็เห็นด้วยบ้างไม่เห็นด้วยบ้าง แต่ก็อยู่ไกลถึงประเทศอินเดีย
ในคำวิจารณ์ของคณะกรรมการที่ว่า พี่เป็นศิลปินจะได้เปรียบนักเขียนทั่วไป นอกจากใช้อิมเพรสชั่นนิสต์แล้วยังรู้จักโพสต์โมเดิร์นริซึ่ม ซึ่งส่วนใหญ่ไม่รู้จัก พี่เป็นศิลปินจึงรู้จักและเข้าใจ ทำให้สามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้ดี พี่มีทัศนะเกี่ยวกับคำวิจารณ์นี้อย่างไรบ้าง เห็นด้วยหรือไม่อย่างไร
       ก็ดีครับเป็นคำวิจารณ์ที่ทรงพลังซึ่งได้มอบให้กับผม ถ้างานสามารถให้ความรู้สึกไกลไปถึงมุมมองทางทัศนศิลป์ หมายความว่าอ่านจนเห็นรู้สึกเป็นภาพได้ ส่วนคำว่าอิมเพรส กับ โพสต์ โมเดิร์นในภาษาศิลปะ อิมเพรสคือลัทธิบุกเบิกที่นำสีจริงบนโลกไปสู่การรังสรรค์ใหม่และการนำมาแทนค่าด้วยทฤษฎีสี ส่วนโพสต์โมเดิร์นคือช่วงเวลาของโลกฝรั่งหลัง 1940 ถึง 50 ที่ดำเนินมาถึงปัจจุบัน มันไม่น่าจะใช่ลัทธิทางศิลปะ แต่คือวิถีชีวิตในบริบทหรือเทรนด์ต่าง ๆ จนเกิดอาการแปลกแยก ฝันร้าย เคอ้อส เช่นในช่วงเวลาที่ผ่านมา ยุคฮิปปี้ พั้งค์ เฟมินิสต์ สงครามกลางเมือง เจนเนอร์เรชั่นเอ็กซ์ จวบจนปัจจุบันที่ซับซ้อนมากจนศีลธรรมศาสนากลายเป็นเด็กอมมือ ผมก็คิดว่าตัวเองก็ประมาณนี้ แม้ฝรั่งจะว่าเราและประเทศแถว ๆ นี้ เช่น อินเดียเป็นโพสต์โคโลเนียลก็ตาม ผมคิดว่าคนทำงานศิลปะที่กำลังทำงานปะทะกับสังคมซับซ้อนนี้ การทำงานปะทะแบบซื่อ ๆ ก็ไม่มีผลอะไร การทำงานที่เรียกว่าแบบโพสต์น่าจะเป็นกลวิธีแบบหนามยอกเอาหนามบ่ง การผ่าตัดอาจเป็นอีกวิธีหนึ่ง แต่คนทำงานศิลปะไม่มีพลังพอหรอกครับที่จะไปผ่าตัดโลกนี้
เล่มแรกก็นับว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว ไม่ทราบว่าพี่จะจริงจังกับงานเขียนหนังสือมากน้อยเพียงไร
       ผมไม่ได้วางตัวเองไว้แบบแมวรูปปั้นบนหลังตู้เย็น แต่คิดว่าเราคือผู้ผลิตงานหรือทำงานศิลปะ ที่หมายมอบประสบการณ์บันเทิงทางปัญญา หรือภาษาปรัชญาเรียกว่า ปิติทางปัญญา และหวังไปไกลว่ามันต้องลุ่มลึก การจะทำงานแบบนี้ได้ต้องรู้สึก สะสม มองว่ามันสำคัญโดดเด่นพอก่อนจะปล่อยออกไปมันถึงจะเป็นงาน ทั้งวรรณกรรมและงานจิตรกรรม ถ้าคำว่าจริงจังมีความหมายแค่ต้องทำงานต่อเนื่องตลอดเวลา จะว่างเปล่ากลวง เบาหวิว หรือจะเพิ่มความสับสนมากขึ้นก็ไม่สน มันก็คือขยะดี ๆ นี่เอง
มีการวางแผนผลงานเล่มต่อไปไว้บ้างหรือยังคะ ถ้ามีจะเป็นแนวใด
       มีครับ คิดว่าจะออกรวมเรื่องสั้นเล่มที่สองเร็ว ๆ นี้ (2-3 ปี) น่าจะทันกับเทศกาลซีไรท์เรื่องสั้นครั้งหน้าพอดี อาจจะรวมบทกวีสัก 1 เล่ม
ตั้งความหวังกับงานเขียนไว้อย่างไรบ้าง
       ความหวังในสายวิชานี้ ก็ประมาณตอนนี้ ต้องอาศัยการเข้ารอบซีไรท์เข้าโปรโมท เพราะไม่ใช่ดารา การโปรโมทด้วยถ้อยคำคุณภาพของนักวิจารณ์มือโปร บวกกระแสซีไรท์ มันก็ช่วยให้งานถูกจับจ้องมากขึ้น ความหวังที่แท้จริงก็คือทำงานแล้วก็น่าจะมีคนเสพหรือมีแฟน ๆ บ้างเล็กน้อย ความหวังแบบนี้ไม่สนุกนักเพราะอะไร ๆ ก็ต้องล่อด้วยรางวัลรับประกัน มิลาน คุนเดอร์ร่า บอกว่าบางทีนี่คือโศกนาฏกรรมของประเทศเล็ก ๆ ที่มีวงการเล็ก ๆ เปรียบเสมือนครอบครัวใหญ่ มีพี่ ป้า น้า อา ลูกพี่ลูกน้อง ดังนั้นการเหน็บแนม แย่งชิงสมบัติในครอบครัวหรือความอิจฉากันมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
ยามว่างมีงานอดิเรกอะไรที่ทำเป็นประจำคะ
       สีน้ำ แกะกีตาร์เพลงบลู ทาสีบ้านตกแต่งบ้าน พยายามทำสวนมังคุด เงาะ
แล้วชอบท่องเที่ยวหรือพักผ่อนที่ใดเป็นพิเศษบ้าง
       ชอบหลายที่ แต่ไม่ค่อยได้เที่ยวเต็มที่เหมือนเมื่อก่อน ที่เพิ่งผจญมาสด ๆ ก็คงเป็นประเทศอินเดีย จากตะวันออกอ่าวเบงกอลข้ามประเทศไปตะวันตก 3 วัน 2 คืนบนรถไฟ ได้เที่ยวบอมเบย์ มิถุราเมืองแก้วหน้าม้า ทัชมาฮาล กรุงพาราณสี ปราสาทกามาสุทตราที่เมืองคะชุระโห ไปอินเดียได้ที่รัฐแคเรร่า เข้าเมืองไมซอร์ แต่จริง ๆ แล้วผมอยู่ที่รัฐบ้านเกิดคานธีที่กุจจาราจ แต่ที่ชอบที่สุดก็คือทะเลบ้านเราทั้งอ่าวไทยและอันดามัน

จำนวนผู้เข้าชม 1559    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :