เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
เปิดตัวหนังสือ แม่จัน สายน้ำที่ผันเปลี่ยน (พิมพ์ครั้งที่ 5)

แม่จัน สายน้ำที่ผันเปลี่ยน โดย โชติรวี โสภณศิริ

 

 

 

                งานสัปดาห์มหกรรมหนังสือแห่งชาติเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่าน สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นได้จัดงานเสวนาเปิดตัวหนังสือ “แม่จัน สายน้ำที่ผันเปลี่ยน” พิมพ์ครั้งที่ 5 ที่ห้องประชุม meeting room ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งมีคุณนก นิรมล เมธีสุวกุล พิธีกรรายการทุ่งแสงตะวัน เป็นผู้ดำเนินรายการสัมภาษณ์ “ครูแดง” หรือ ครูเตือนใจ ดีเทศน์ ผู้เขียนหนังสือแม่จัน ทั้งยังมีศิลปินชาวปกาเกอญอขับร้องบรรเพลงด้วยเต๊หน่า เครื่องดนตรีพื้นเมืองของปกาเกอญอ ช่วยเพิ่มความสุนทรีย์และโน้มน้าวให้ผู้ชมเข้าถึงบรรยากาศของป่าเขาลำเนาไพรมากยิ่งขึ้น

 

                นอกจากนี้ ทางสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นก็ยังได้รับเกียรติจากอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักคิดนักเขียนคนสำคัญของสยามประเทศ เป็นผู้กล่าวเปิดงานให้อีกด้วย

 

                “ผมคงพูดสั้นๆ นะครับ รู้สึกแม่จันจะพิมพ์มาครั้งที่ 5 แล้วใช่ไหมครับ  เป็นประกาศนียบัตรความดีของหนังสือเล่มนี้อยู่แล้ว แล้วที่ผมดีใจคือว่าครูแดงกับผมชอบพอกันมานาน และผมก็เป็นคนหนึ่งที่เชิญครูแดงมาปาฐกถาที่โกมลคีมทอง ปาฐกมักจะเลือกคนพิเศษ ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ คนที่มีความประพฤติปฏิบัติถือได้เป็นตัวอย่างของสังคม มีความคิดความอ่านที่แหวกแนวไปจากสังคม แล้วเราก็ไม่ผิดหวัง ครูแดงเป็นปาฐกที่ดีคนหนึ่งของเรา ได้อุทิศตัวเพื่อสังคม ต้องมาเป็นวุฒิสมาชิก แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือครูแดงอุทิศชีวิตทั้งหมดเพื่อแม่จัน อย่าลืมนะครับ คนไทยเราสมัยโบราณถือแม่น้ำเป็นแม่ แม่จัน แม่น้ำ แม่ปิง แม่สะเรียง แม่ฮ่องสอน แม่ทั้งนั้นเลยครับ แล้วตราบใดที่เราเห็นผืนน้ำเป็นแม่ เหมือนที่เราถือแผ่นดินเป็นแม่พระธรณี แม่พสุธา เห็นธรรมชาติทั้งหมดเป็นพ่อเป็นแม่ อันนี้ครับเราจะไปพ้นลัทธิบริโภคนิยมทุนนิยม กลับไปหาสาระในชีวิตคือธรรมชาติ ชาติแปลว่าเกิด คือสิ่งที่เกิดจากธรรมะ ธรรมะคือสิ่งสากลที่วิเศษสุด พูดตามภาษาฝ่ายคริสต์ก็คือพระผู้เป็นเจ้า นั่นทำให้เราอ่อนน้อมถ่อมตัว กลับไปหาพระผู้เป็นเจ้า กลับไปหาธรรมชาติ กลับไปหาแม่ ไปหาพ่อ ที่ครูแดงเตือนเราในเรื่องนี้ครับ ให้เราเห็นคุณค่าของแม่จัน

 

                ถ้าเราอ่านแม่จัน สายน้ำที่ผันเปลี่ยนแล้ว จะเกิดโยนิโสมนสิการครับ ทำยังไงเราถึงยังอยู่รักษาแม่เหล่านั้น แม่จันและแม่อื่นๆ นะครับ สายน้ำให้ดำรงคงไว้ซึ่งธรรมชาติ เพื่อปลอดพ้นไปจากทุนนิยมบริโภคนิยม เราจะเดินถูกทางครับ และครูแดงนำเรามาทางนี้ ก็ให้เกียรติเธอ ปรบมือให้เธอหน่อยครับ แล้วครูแดงไม่ได้เขียนอย่างเดียวนะครับ พูดด้วยทำด้วย ดำเนินงานการเมืองด้วย และไม่ใช่เท่านั้นครับ ยังมีลูกสาวที่สืบทอดเจตนารมณ์ ลูกสาวเธอได้รับเลือกให้เป็นปาฐกโกมลคีมทอง มีคนสกุลเดียวนะครับ แม่และลูกได้เป็นปาฐกโกมลคีมทอง นี่เป็นเกียรติยิ่งใหญ่นะครับ ยิ่งใหญ่กว่าได้รับรางวัลแมกไซไซ ยิ่งใหญ่กว่าได้รับรางวัลโนเบลไหนๆ ขอปรบมือให้ครูแดงและลูกสาวเธอด้วยครับ หวังว่าท่านทั้งหลายควรจะบอกต่อๆ ไปนะครับ แม้คนที่ไม่มาที่นี่ให้ซื้อหนังสือแม่จัน สายน้ำที่ผันเปลี่ยน อันนี้ไม่ใช่เอาใจครูแดงและลูกสาวอย่างเดียว เอาใจคุณอาทร พับบลิชเชอร์ด้วยนะครับ เพราะว่าหนังสือพวกนี้ต้องให้คนที่มีใจรักหนังสือ รักธรรมชาติ ช่วยกันซื้อและช่วยกันอ่าน แล้วพยายามทำจิตสำนึกของเราให้รักธรรมชาติ ให้เทิดทูนธรรมชาติ ให้รักของจริงให้ต่อสู้ของปลอม ขอบคุณครับ”

 

                “แม่จัน สายน้ำที่ผันเปลี่ยน” ได้บอกเล่าเรื่องราวชีวิตของครูแดง ที่ตัดสินใจผันตัวไปเป็นครูบนดอย ใช้ชีวิตร่วมกับชาวไทยภูเขา ทั้งที่เพิ่งจบปริญญาตรีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์หมาดๆ ครูแดงได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจของหนังสือแม่จันไว้ว่า

 

                “จะพูดถึงตอนที่เขียนหนังสือตอนนั้นลูกไผ่อายุ 4 ขวบนะคะ ก็น่ารักมาก เป็นลูกที่แสนดี พอแม่นั่งเขียนหนังสือก็พัดให้แม่ ชงโอวัลตินให้กิน แล้วก็เรียกแม่ ‘แม่มาเขียนต่อ’ กลัวไม่เสร็จค่ะ เป็นกัลยาณลูก (หัวเราะ) ลูกที่แสนดี ทีนี้ในเรื่องนี้พอมาอ่านทวนแล้วก็รู้สึกซาบซึ้งใจว่าสิ่งที่เขียนเมื่อปี 2527 กับ 2528 ยังเป็นเรื่องที่ทันสมัยอยู่จนถึงบัดนี้ อย่างที่ท่าน อ.สุลักษณ์พูด คือถ้าจะถามว่าชีวิตช่วงไหนที่มีความสุขที่สุด ก็จะตอบว่าช่วงที่อยู่บ้านป่านสา เพราะได้อยู่กับธรรมชาติ ได้อยู่กับพี่น้องชาติพันธุ์ที่พึ่งตนเองได้ทุกอย่าง ตั้งแต่อาหาร เสื้อผ้า เครื่องใช้ไม้สอย บ้านเรือน ไม่ต้องใช้สตางค์สักบาท ไม่ต้องใช้พลังงานอะไรเลย ใช้ฟืนนะคะ ไม่มีขยะสักอย่างเพราะว่าไม่มีบรรจุภัณฑ์ สมัยก่อนก็ไปซื้อเกลือกัน พอใกล้จะปีใหม่ ตรุษจีนก็ไปซื้อเกลือหนึ่งกระสอบเอามาใส่ไหเอาไว้ กินทั้งปี สบู่ก็เป็นสบู่ลายใส่กล่องมาใช้เสร็จก็ละลายไปหมด ไม่มีบรรจุภัณฑ์ครีมฟอกหน้าขาว ทารักแร้อะไร ไม่มี (หัวเราะ) ก็เป็นชีวิตที่แบบ อืม มีความสุข แล้วก็ทำประโยชน์ตั้งแต่เช้าจนถึงกลางคืน เช้าก็ไปพาจ่าแฮตามบ้านต่างๆ ไปจูงมือเด็กๆ มาเรียนหนังสือ พอตอนบ่ายรู้สึกนักเรียนจะเหนื่อยแล้วก็พากันไปไร่ไปสวน ไปปลูกข้าว ไปเกี่ยวข้าว ไปลำห้วย ร่วมพิธีกรรม ถ้าวันไหนมีเด็กเกิดใหม่เราก็ไปร่วมพิธีตั้งชื่อเด็ก มีพิธีปีใหม่เราก็ไปเต้นรำกับเค้า แล้วก็เรียนรู้ความหมายของเพลง ว่าเพลงนั้นๆ มีความหมายอะไร แล้วก็หน้าหนาวคนจีนฮ่อเค้าจะทำเต้าหู้ กินน้ำเต้าหู้ กินเต้าหู้อ่อนกัน เราก็เคยกินแต่เต้าฮวย บนดอยเค้ากินเต้าหู้ใส่ซีอิ้วซึ่งทำเองด้วย ทุกอย่างทำเองหมด มีความสุขที่สุด จนกระทั่งการพัฒนาที่เรียกว่าความเจริญทางวัตถุมาถึงนะคะ มีการตัดถนนไป ต่อมาก็มีไฟฟ้ากันนี่ล่ะค่ะ อย่างที่ อ.สุลักษณ์ พูดเลย การบริโภคนิยม การเปลี่ยนชีวิตเป็นลัทธิบริโภคนิยมแบบคนเมืองนะคะ มีการตัดถนนก็เกิดการพังทลายของหน้าดิน มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมากขึ้น แต่เราคงจะย้อนกลับไปสู่ยุคเดิมไม่ได้ แต่เราจะทำอย่างไรให้คนในยุคสมัยนี้เคารพธรรมชาติ หวงแหนธรรมชาติ เป็นอยู่อย่างพอเพียงตามที่พระเจ้าอยู่หัวสอนไว้ ในเล่มนี้นะคะมีบทที่พูดถึงพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สมเด็จพระเทพฯ และเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์เสด็จไปเยี่ยมบนดอยตั้งแต่ปี 2522 ลูกไผ่ยังอยู่ในท้องค่ะ เสด็จปีแรกลูกไผ่ยังอยู่ในท้อง เสด็จปีที่สอง ลูกไผ่เดินได้สักขวบหนึ่ง แล้วก็ครั้งที่สาม ลูกไผ่ก็แต่งชุดลีซูได้แล้วนะคะ นี่ก็เป็นแรงบันดาลใจที่คนถามว่าทำไมจึงทำงานได้จนถึงบัดนี้ ผมก็เปลี่ยนสีแล้วนะคะ แต่ว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นแบบอย่าง พระราชวงศ์ทุกพระองค์ สมเด็จย่า พระพี่นาง สมเด็จพระเทพ พระราชชนนี พี่แดงนี่ใส่เสื้อของศูนย์ศิลปาชีพ จิตรลดาค่ะ ด้วยความกตัญญูต่อสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงนำงานศิลปะ หัตถกรรมของพี่น้องจากชนบทและชาติพันธุ์มาทำให้คนในเมืองรู้จักนะคะ จึงเทิดทูนท่านในฐานะที่ทรงเป็นนักศิลปะชั้นเลิศของโลก ทั้งหมดก็มีอยู่ในนี้”

 

                ในหนังสือนั้นกล่าวถึงลูกสาวคนโตชื่อไผ่ ซึ่งตอนนั้นยังเล็ก เติบโตมากับชุมชนชาวไทยภูเขา จนวันนี้เธอก็ได้เจริญรอยตามครูแดงผู้เป็นแม่ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ เธอได้กล่าวถึงหนังสือแม่จันในฐานะที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังมาหลายยุคสมัยว่า

 

                “ในฐานะลูกสาวที่อยู่ในเรื่องเป็นตัวละครหนึ่ง ที่หลายๆ ท่านได้อ่านหลายๆ รอบ ก็ชอบก็เอ็นดูหนูไผ่มาก พอมาเห็นตัวจริงว่าโตขนาดนี้ แล้วก็มีลูกตัวเล็กๆ แล้วก็คิดว่าเรื่องหนึ่งเป็นสิ่งที่ชอบของหนังสือแม่จัน สำหรับเรื่องส่วนตัวเลยคือเห็นว่าตอนเด็กๆ เราเกิดมายังไง แล้วเราเติบโตมายังไงในหมู่บ้านที่ไกลเหลือเกิน แค่ไปในเมืองเราจะต้องบอกกันแทบจะทั้งหมู่บ้าน โดยเฉพาะหน้าฝน เพราะพ่อจะต้องบอกชาวบ้านให้ขึ้นรถมาด้วย และก็เพื่อที่จะไปถึงตรงที่ไปติดหล่มเวลาฝนตกเยอะๆ ชาวบ้านต้องช่วยกันขย่ม หรือว่าเอาจอบไปขุด คือเป็นเรื่องของส่วนรวม ถ้าแค่ครอบครัวนี้จะไปในเมือง ก็ต้องมากันแทบจะทั้งหมู่บ้าน แล้วก็ทำให้เราเห็นว่าตอนเด็กๆ เราอยู่ได้โดยที่เราไม่ต้องไปตลาด ไปเที่ยวซื้อของ หรือไปหยอดเหรียญ และก็ไม่ต้องมีไอแพด หรือไม่ต้องมีสิ่งอื่นๆ เราก็อยู่ได้โดยมีใบไม้ มีเพื่อนๆ มีลำธาร และก็อยู่กับธรรมชาติ อยู่กับคน อยู่กับมนุษย์ คือเล่นกับเพื่อน ไม่ได้เล่นกับของเล่น ของเล่นของเราก็คือต้นไม้ ก้อนหิน ใบไม้ต่างๆ คิดว่าเป็นความโชคดีของเราที่ได้เติบโตมาในบรรยากาศแบบนั้น มันทำให้เราเห็นว่าการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แต่ว่าวัตถุก็เป็นสิ่งประกอบเท่านั้นเอง

 

 

                หลังจากนั้นเมื่อได้เติบโตมาแล้ว หนังสือแม่จันได้พิมพ์มาอีกหลายครั้ง ทั้งหมด 4 ครั้ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ก็เห็นหลายๆ ท่านที่เป็นทั้งอาจารย์ หรือว่าเป็นคนทำงานเชิงสังคม หรือว่านักศึกษา ก็อ่าน แล้วมีคนพูดถึงบ่อยๆ ก็รู้สึกดีใจที่หนังสือของแม่เป็นแรงบันดาลใจหนึ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่าเราสามารถมีจิตอาสาได้ รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แน่นอนว่าการที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะไปอยู่ในหมู่บ้าน แล้วก็มีครอบครัวอยู่ที่นั่น มีลูกอยู่ที่นั่น โดยที่ผู้หญิงคนนั้นเป็นคนที่กรุงเทพ เรียนจบจุฬาฯ ก็ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ในสมัยนั้นที่มันก็ไกลเหลือเกินนะคะ แล้วก็การที่เราสามารถจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นๆ ได้ด้วยผ่านตัวหนังสือ ก็เป็นสิ่งที่เป็นความภาคภูมิใจส่วนหนึ่งของครอบครัวเลย

 

                ส่วนการพิมพ์ครั้งนี้ไผ่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผู้อ่านจะมากน้อยแค่ไหน เพราะว่าอย่างที่เราทราบดีว่าตอนนี้ใครๆ ก็อ่านแวบๆ ในมือถือซะเกินแปดบรรทัดก็จะไม่อ่านแล้ว หรือว่าอาจจะน้อยคนที่จะอ่าน ก็ทำให้เป็นการสกรีนคนอีกขั้นหนึ่ง ว่าคนที่จะอ่านหนังสือเยอะๆ หนาๆ แบบนี้ ต้องเป็นคนที่ตั้งใจจริงๆ แล้วก็เรียกว่าผู้อ่านคุณภาพที่อยากใช้เวลานานๆ กับตัวหนังสือ สิ่งที่อยากจะเห็นในหนังสือเล่มนี้ก็คือคิดว่าอยากจะทำให้คนในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะน้องๆ หนุ่มๆ สาวๆ ที่เป็นนักศึกษาอยู่ หรือคนที่ทำงานใหม่ๆ หรือไม่นักเรียนก็ตามได้เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องมีรูปร่างหน้าตาที่สวย เราไม่จำเป็นต้องมีผิวที่ขาวใส หรือว่ามีคนมาไลค์เยอะๆ ในเฟซบุ๊ก แต่ว่าจะทำยังไงที่ทำให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ทำให้เราได้เป็นบุคคลที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น เป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ อันนั้นเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแน่นอนอยู่แล้ว แต่ทำยังไงให้เราเป็นคนที่มีความหมายในสังคม ทำให้เราได้ช่วยผู้อื่น นอกจากพวกเราในมหาวิทยาลัย หรือนอกจากพวกเราที่อยู่ในห้องนี้แล้ว เราก็จะมีชาวเลที่มีปัญหาอยู่ที่ภูเก็ต อยู่ชายฝั่งอันดามันมากมายที่ไร้ที่อยู่อาศัย หรือว่ากำลังถูกนายทุนขนาดใหญ่แย่งพื้นที่ทำมาหากิน พื้นที่อาศัยของเค้าไป บนภูเขาก็ยังมีชาวปกาเกอญอที่กำลังถูกอพยพจากเขื่อนใหญ่ที่กำลังจะกั้นแม่น้ำสาละวิน หรือที่แม่น้ำโขง ก็กำลังมีคนหาปลาตัวเล็กตัวน้อยที่กำลังจะต้องถูกชิงทรัพยากรไป เพราะเขื่อนใหญ่ที่กำลังจะสร้างเพื่อผลิตไฟฟ้ามาให้พวกเรานั่งสบายอยู่ในห้องแอร์แบบนี้ ฉันคิดว่าการตั้งคำถามต่อสังคม การรู้สึกว่าเราเป็นพลเมืองของโลกใบนี้ การรู้สึกว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของคนอื่นๆ ของสังคมนี้ ฉันคิดว่าเป็นสิ่งที่อยากให้เป็นแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้นกับหนังสือที่พิมพ์ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 5 ค่ะ”

 

 

 

                นอกจากนี้แล้ว ยังมีแขกรับเชิญอีกสองท่าน คือ ดร.สุภางค์ และคุณอภัยชล ผู้ที่คุ้นเคยและร่วมงานกับครูแดง ได้บรรยายความประทับใจเกี่ยวกับครูแดงไว้ว่า

 

                “อยากจะพูดเป็นสองส่วนนะคะ ส่วนแรกเกี่ยวกับหนังสือ ส่วนที่สองก็คือหนังสือกับครูแดง แล้วก็สิ่งที่มีผลกระทบต่อสังคม อย่างที่ครูแดงเล่านะคะ ว่าใครๆ ก็ขึ้นไปบนดอย ไปหาครูแดงที่บ้านปางสา เดี๊ยนก็เป็นหนึ่งในนั้น ตอนนั้นทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาของชาวเขา ขึ้นไปแล้วก็ช็อก (หัวเราะ) ช็อกเล็กหรือช็อกใหญ่ก็พอควร เพราะว่าก็ไปเจออยู่กันพ่อแม่ลูก ลูกก็พอดีอายุเท่ากับลูกชาย แล้วลูกก็ร้องเพลง ยังจำได้เลย อันละบาชอ อันละบาชอ ยังอัดเทปไว้มาให้ลูกร้องที่บ้าน (หัวเราะ)

 

                ตกกลางคืนครูแดงก็บอกว่าคืนนี้เราจะไปหมู่บ้านอาข่ากัน ถามไปยังไง โห เราเดินลุยแม่น้ำแม่จันไป จะรอดชีวิตมั้ยเนี่ย กลางคืนด้วยนะ ปรากฏว่าเป็นแม่น้ำ เราก็ลุยๆ ไป เลยตาต่ำสักนิดนึง แล้วหนูไผ่ก็เดินร้องเพลงปลอบใจคนสูงอายุทั้งหลายไป เป็นภาพที่เราจะไม่มีวันลืมในชีวิต นึกออกใช่มั้ยคะ เดินข้ามแม่น้ำ มีพระจันทร์เต็มดวงอยู่ข้างบน มีเด็กตัวเล็กๆ ร้องเพลงชาวเขาให้เราฟัง

 

                หนังสือเล่มนี้แต่ละบทๆ ถ้าหากว่าทุกท่านได้มีโอกาสอ่าน หรือว่าได้อ่านแล้ว ก็จะพบว่าครูแดงได้เล่าถึงชีวิตบนดอยจากแง่มุมต่างๆ เดี๊ยนได้ใช้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือให้นิสิตที่ภาคสังคมวิทยาที่คณะรัฐศาสตร์อ่าน แล้วก็ได้เคยเชิญครูแดงไปเป็นวิทยากรให้เด็กได้สัมผัสตัวเป็นๆ ด้วย เพราะว่าเด็กนิสิตที่คณะรัฐศาสตร์ ต้องรู้จักชนบท แต่ว่าชนบทเฉยๆ ไม่พอ มันก็มีชนบทที่ห่างไกลออกไปด้วยนะคะ มันก็จะมีวิชาประเภทชื่อสังคมวิทยาชนบท วิชาอย่างที่ อ.สุริชัย หวันแก้ว เคยดูแล หรือวิชาอย่างเช่น ปฏิบัติการพัฒนาสังคม หรือแม้แต่วิชา ระเบียบวิธีวิจัยทางมานุษยวิทยา วิชาเหล่านี้ใช้หนังสือเล่มนี้ได้หมดเลย แล้วก็ยังอยากเสนอกับทางสำนักพิมพ์ด้วยว่า น่าจะไปคุยกับศูนย์หนังสือที่จุฬาฯ เพราะว่าเราก็ยังสามารถที่จะใช้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสืออ่านประกอบการเรียนได้ หรืออาจจะใช้เป็นตำราได้บางวิชาด้วยซ้ำ”

 

                หนังสือแม่จันไม่ใช่เป็นเพียงข้อพิสูจน์อุดมการณ์อันกล้าแกร่งของครูแดงเท่านั้น หากยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับหนุ่มสาวและผู้อุทิศตนทำงานเพื่อสังคมอีกด้วย ซึ่งครูแดงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นครูสอนหนังสือให้ชาวไทยภูเขาเท่านั้น หากยังทำงานร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ให้กับชาวไทยภูเขาเสมอมา ดังที่จะแฮ นักเรียนของครูแดงเมื่อสมัยนั้นได้กล่าวถึงไว้ดังนี้

 

 

                “ผมชื่อ จะแฮ จะแฮแปลว่า แข็งแรงอุดมสมบูรณ์ ผมเป็นชาวลีซูแต่ว่าชื่อละหู่นะครับ ครูแดงเป็นครูที่ยิ่งใหญ่ ถ้าพูดถึงผมเอง ผมมีวันนี้ได้เพราะครูแดง ครูแดงสอนหนังสือผมมาตั้งแต่ผมอายุ 6 ขวบ แล้วตอนนี้ผมก็จบโท ครูแดงส่งผมจนจบโทและตอนนี้ผมก็ทำงานในมูลนิธิ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าสิ่งที่ครูแดงมีก็คือว่า ครูแดงได้เขียนนะฮะ หรือที่ผมได้เล่าให้ครูแดงฟังแล้วก็ได้เขียนลงหนังสือฉบับหนึ่งนะ “ครูของผม ครูของเรา” นะฮะ

 

                เรื่องชีวิตของผมเองแล้วก็พูดถึงครูแดงว่ามีความเป็นครูที่ยิ่งใหญ่ของโลกได้ยังไง เพราะสมัยเด็ก หมู่บ้านก็ติดป่า มีลูกไม้เยอะ พวกเราเด็ก ๆ ในช่วงวัยนักเรียนในช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีลูกไม้เยอะ ก็ไม่ค่อยสนใจไปเรียนหนังสือ แต่ครูแดงก็มีความพยายาม ไปที่ท้ายหมู่บ้านและก็เรียกพวกเรากลับมาทุกเช้าเลย จนพวกเรายอมแพ้แล้วก็มาเรียนหนังสือเป็นลูกศิษย์ครูแดง ตั้งใจเรียนจนเติบใหญ่กันหลายคน

                ผมเองก็มาอยู่มูลนิธิที่ครูแดงได้สร้างบ้านไว้ และตอนนี้ก็เป็นพื้นที่ที่แข็งแรง ได้ทำให้พวกเราที่เป็นนักพัฒนามีที่อยู่ที่แข็งแรงและก็ทำให้สังคมสบายใจและยิ่งใหญ่ขึ้น ถึงแม้จะเป็นงานที่เล็ก ๆ แต่ครูแดงก็บอกว่าชัยชนะเล็กๆ นี้เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่เราสามารถเติมเต็มให้คนอื่นได้เห็น คนอื่นที่เห็นที่มีชีวิตและจิตใจมองเห็นวัฒนธรรมของชุมชนเป็นวัฒนธรรมที่งดงามไม่มีการเปรียบเทียบว่าวัฒนธรรมของใครเด่นกว่าใคร เห็นทุกสิ่งทุกอย่างนั้นงดงามไปหมด

 

                อยู่มูลนิธิถึงปัจจุบันและก็มีนักศึกษาฝึกงานทั่วประเทศ พอถามน้องๆ ที่มาฝึกงานในมูลนิธิว่าน้องรู้จักที่นี่ได้อย่างไร น้องก็บอกว่ามาตามแม่จันสายน้ำที่ผันเปลี่ยนมา เพราะฉะนั้นแม่จันสายน้ำที่ผันเปลี่ยนก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับน้อง ๆ นักศึกษาทั่วประเทศ ปีนี้ก็มากันเยอะเลยครับ มากันตั้งสามสิบกว่าคน ตั้งแต่เดือนหน้าจนถึงเดือนมกรา ก็มาตามหนังสือเล่มนี้ เพราะฉะนั้นผมก็คิดว่าหนังสือแม่จันสายน้ำที่ผันเปลี่ยนมีจิตอาสาพัฒนาตนเอง พัฒนาผู้อื่น พัฒนาสังคมให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปได้ ก็ถือว่าเป็นครูที่ยิ่งใหญ่

 

                ครูแดงจริงๆ ก็จะพูดกี่วันก็ไม่หมดนะครับ เพราะว่าความเป็นครูครูแดงมีหัวใจที่เป็นครูตลอดเวลา และพวกเราก็ได้เรียนรู้ตลอดเวลาอย่างไม่สิ้นสุด”

 

                ในตอนท้ายรายการ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ชมสอบถามและแสดงความคิดเห็น ก็ปรากฏว่ามีคุณประกิต หลิมสกุล คอลัมนิสชื่อดัง จากกิเลนประลองเชิงของไทยรัฐ เข้าร่วมแสดงความคิดเห็นกับพวกเราด้วย ซึ่งงานเสวนานี้ก็เป็นที่ประทับใจคุณประกิตมาก จนถึงกับเอื้อเฟื้อกล่าวถึงหนังสือแม่จันลงในคอลัมน์กิเลนประลองเชิงของไทยรัฐฉบับวันรุ่งขึ้น

 

     

อ่านคอลัมน์ชักธงรบ แม่จันสายน้ำที่ผันเปลี่ยน โดยกิเลน ประลองเชิง 

http://praphansarn.com/forum_new/comment/20/7721

 

 

จำนวนผู้เข้าชม 4041    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :