เพลงบรรเลง | เพลงมีเสียงร้อง
กลิ่นดอกชมนาด : กลิ่นหอมแห่งรางวัลและโอกาส แด่นักเขียนหญิง

 

 

                งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 42 ประจำปี พ.ศ. 2557 เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์นได้จัดสัมนา “รางวัลชมนาด กลิ่นหอมแห่งรางวัลและโอกาสแด่นักเขียนหญิง” ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยวิทยากรรับเชิญเป็นนักเขียนเจ้าของรางวัลชมนาดทั้ง 3 ท่าน ได้แก่

 

                คุณยุวดี ต้นสกุลรุ่งเรือง เจ้าของผลงาน “รอยวสันต์” ผู้ชนะเลิศจากการประกวดรางวัลชมนาดครั้งที่ 1

                คุณธนัดดา สว่างเดือน เจ้าของผลงาน “ฉันคือเอรี่ กับประสบการณ์ข้ามแดน” ผู้ชนะเลิศจากการประกวดรางวัลชมนาดครั้งที่ 2

                คุณสิริญรำไพ ประพันธ์ทวี เจ้าของผลงาน “ก่อนสิ้นรุ่งอรุณแห่งฝัน” ผู้ชนะเลิศจากการประกวดรางวัลชมนาดครั้งที่ 3

 

                และเป็นที่น่าเสียดาย เนื่องจากคุณหมอชัญวลี ศรีสุโข ผู้ชนะเลิศร่วมในการประกวดครั้งที่ 3 ติดภารกิจ จึงไม่สะดวกเข้าร่วมงานได้ ซึ่งในงานก็ได้รับเกียรติจากคุณอาทร เตชะธาดา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น เป็นผู้ดำเนินรายการด้วยตนเอง

 

                “สวัสดีผู้ฟังและผู้สนใจรางวัลประกวดชมนาดเฉพาะนักเขียนหญิงทุกท่านนะครับ ผมไม่แปลกใจเลยว่าผู้ฟังในห้องนี้ที่นั่งอยู่เป็นผู้หญิงเป็นส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดก็เพราะว่าคงทราบดีว่ารางวัลนี้เฉพาะนักเขียนสตรีเท่านั้นและผู้ชนะรางวัล นอกจากเงินรางวัลแล้ว โดยเฉพาะคุณยุวดีท่านแรก ได้โล่พระราชทานด้วย เพราะว่าสมเด็จพระเทพท่านเริ่มให้เป็นครั้งแรก ส่วนหลังจากนั้นก็เราก็ดำเนินการต่อเป็นการร่วมกับธนาคารกรุงเทพใช้ชื่อว่ารางวัลชมนาดเฉยๆ

 

                เราเปลี่ยนจากรางวัลฟิคชั่นเป็นนันฟิคชั่นนะครับ จากครั้งที่ประกวดนวนิยายครั้งแรกเป็นรางวัลเชิงสารคดี ครั้งที่สองก็ได้รับการต้อนรับอย่างสูงคือคุณธนัดดา สว่างเดือน คนสุดท้ายก็ คือคุณหมอชัญวลี ศรีสุโข และคุณสิริญรำไพ ประพันธ์ทวี เอาเป็นว่าสามคนเขาก็จัดการคุยกะหนุงกะหนิงภาษาผู้หญิงด้วยกันว่าเขาเขียนหนังสือกันยังไงก่อนประกวดจะวางพล็อตยังไง จะมีวัตถุดิบยังไง ซึ่งผมจะทำตัวเป็นผู้ดำเนินรายการอย่างเคร่งคัดจะเข้าไปยุ่งน้อยมากจะพยายามปล่อยให้ผู้เขียนเขาได้สนุกกับผู้ฟังของเราเอง และผู้ฟังของเราก็สามารถถามได้แบบสด ยกมือถามได้จากทางเวทีเลยนะครับถือว่าเราเสวนาร่วมกัน”

 

                โดยคำถามหนึ่งที่คุณยุวดีเริ่มคือ “เป็นนักเขียนพอกินไหม มันไส้แห้งไหม อยากถามคุณเอรี่ว่าเป็นไงคะ ตั้งแต่มาเป็นนักเขียน”

 

                ซึ่งคุณหนิง ธนัดดาหรือที่รู้จักกันดีว่า เอรี่ ได้ตอบไว้อย่างน่าสนใจทีเดียว “ต้องบอกว่าหนิงพอใจในสิ่งที่ได้มาดีกว่า ได้มากได้น้อยยังไงก็แล้วแต่ ต้องรู้จักพอค่ะ ก็คือหมายความว่าหนิงน่าจะไปทำอย่างอื่นเสริมให้มีรายได้มากกว่านี้ใช่ไหม แต่ด้วยอาชีพที่เรารักแล้วเราแฮปปี้ มันก็เป็นเรื่องที่พอใจและเราไม่โลภมาก เราก็อยู่กับมันได้คะ”

 

                “เยี่ยมมากเลยค่ะ แต่ทีนี้สนใจมาก อยากถามน้องเอรี่อีกว่าทำไมเรื่องของเราถึงได้รับการเผยแพร่ออกไปในระดับนานาชาติ มีอะไรที่คิดว่าอันนี้สำคัญ เพราะว่าถ้าใครจะเขียนหนังสือเราต้องมองคนเขียนเป็นหลักใช่ไหมคะ น้องเอรี่มีอะไรเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้สำนักพิมพ์อื่นหรือสำนักพิมพ์ที่ต่างประเทศเขาเห็นแล้วเขารู้สึกว่าเล่มนี้แหละเลือกเอาไปแปลเลย เพราะว่าการจะแปลก็มีต้นทุนสำหรับเขาอยู่ แต่ทีนี้ที่เขาเลือกของเรา คิดไหมคะว่าเพราะอะไร”

 

                “พูดเรื่องนี้ทั้งทีแล้ว หนิงก็อยากจะบอกให้ทุกๆท่านที่อยู่ในที่นี้ ให้ผู้ที่อยากส่งเรื่องประกวดทุกคน สำหรับใครที่คิดว่ามีเรื่องที่น่าอาย หรือเป็นสิ่งที่ประทับใจที่สุดของเรา ให้เขียนออกมาเลยค่ะ บางทีเราอาจจะคิดเอาเองว่าเรื่องของเราไม่มีใครอยากรับฟัง แต่คนอื่นอาจจะอยากรู้ก็ได้ หนิงว่าเรื่องอับอายที่เอามาเปิดเผยนี่คนชอบนะคะ เพราะมันคือความจริง

 

                หนิงเคยอายที่จะเขียนเรื่องตัวเอง เพราะอย่างที่บอกในหนังสือของหนิง คือหนิงมีอาชีพขายบริการ หนิงอายที่จะพูดคือเรื่องแบบนี้ หนิงอายที่จะบอกใคร คนในบ้านก็ไม่มีใครรู้ แต่วันหนึ่งเหมือนกับว่าเราอยากระบายสิ่งที่เรารู้สึก แต่ก็เออ จะมีคนฟังเรื่องของฉันเหรอ มีเรื่องทุกข์แบบนี้นะ ก็เลยอยากเขียนระบายออกมาเพื่อความสบายใจ ทั้งๆที่หนิงคิดอยู่แล้วว่าเขียนมาก็คงไม่อยู่ในสายตาใคร แล้วก็ไม่มีใครรับได้ แต่ว่ามันเป็นคนละเรื่องกันเลย”

 

                “หลังจากทำหนังสือเล่มนี้สำเร็จแล้วได้รางวัลแล้วมันมีอะไรเปลี่ยนแปลงในตัวเรา เช่น ความนึกคิด โลกทัศน์ หรือกระบวนการคิดที่เปลี่ยนไป มีอะไรเปลี่ยนไปบ้างไหม”

 

                “เปลี่ยนไปเยอะมากค่ะ ชีวิตในครอบครัวก็เปลี่ยนไป หนังสือเล่มนี้ทำให้ครอบครัวหนิงที่แตกแยก หนิงระหองระแหงกับพี่ชายมาสิบๆปีไม่คุยกันเลย กลับกลายเป็นว่าเขารักเรา เขาเห็นใจเรา เขาสารภาพผิดกับเรา แต่ก่อนเขาเป็นไม้เบื่อไม้เมากับหนิงมาตลอด ตบตี ทำร้ายร่างกายหนิงแล้วก็หนิงจะเป็นเหมือนคนที่อยู่ในกรอบ ไม่กล้าออกนอกกรอบหรือทำอะไร พี่ชายจะไม่เคยรู้จักความคิดของหนิง จนกระทั่งหนิงมาเขียนหนังสือเล่มนี้แล้วก็บรรยายไปว่าพี่ชายของหนิงเป็นคนแบบนี้นะ แบบนั้นนะ จนวันหนึ่งพอเขาได้มาอ่าน เขาจึงรู้ข้อบกพร่องของเขาว่าทำไมหนิงถึงเข้ามาสู่เส้นทางขายบริการสาเหตุ มันเกิดจากคนในบ้าน แล้วหนิงก็เริ่มรู้สึกว่าครอบครัวหนิงดีขึ้น คือทุกคนก็ดีกับเรา ยอมรับเรา แล้วเวลาที่หนิงเดินไหนมาไหนคนก็รู้จักเรา

 

                ความคิดหนิงเปลี่ยนไป เมื่อก่อนหนิงทำงานอยู่ในอาชีพนี้หนิงจะไม่สนเลยนะคะว่ามันจะเป็นยังไงก็ช่างมัน ฉันจะเป็นแบบนี้ของฉัน ฉันจะทำแบบนี้ ฉันจะขาย ฉันได้เงินฉันพอใจ ฉันไม่สนว่าใครจะมอง คือความคิดหนิงตอนนั้นคือแย่มาก พอมาวันนี้หนิงมายืนในที่แจ้ง หนิงรู้สึกว่าสิ่งที่เราคิดมามันผิดนะ เพราะว่าตอนนี้เรามีโอกาสมากขึ้นใช่ไหมคะ เราก็จะย้อนไปคิดถึงสิ่งที่ผ่านมาว่ เมื่อก่อนเราไม่น่าคิดแบบนี้เลย ทำไมเราไม่คิดออกจากอาชีพนี้ ทำไมเราต้องทนอยู่อย่างนั้น

 

                อาชีพนักเขียนหนิงว่ามันมีเกียรตินะคะ  แต่เส้นทางที่หนิงเคยอยู่มามันไม่มีเกียรติ มันไม่มีศักดิ์ศรีความเป็นคนเลย บางทีเราถูกกระทำสารพัดทุกอย่าง ซึ่งในขณะนั้นเราไม่คิดอะไรเลย ช่างมัน ปล่อยชีวิตไปวันๆ แต่พอวันนี้เรามายืนปุ๊บแล้วมองย้อนกลับไป เมื่อก่อนเราไม่มีศักดิ์ศรีเลย มันไม่มีอะไรเลย แล้วความคิดหนิงก็ค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆเริ่มมองโลกในแง่ดีขึ้น ดีขึ้น”

 

                คุณธนัดดายังกล่าวต่อไปว่าครั้งที่ตัดสินใจส่งประกวดนั้น ตนเองไม่รู้จะเขียนอย่างไรดี เพราะไม่มีพื้นฐานมาก่อน จึงอาศัยหนังสือของคุณยุวดีที่ได้รับรางวัลครั้งแรกเป็นแนวทางศึกษา ซึ่งเธอกล่าวไว้ว่า

 

                “พอหนิงเห็นหนังสือพี่ตุ๊ก หนิงก็ถอดใจเลยค่ะ เขียนไปครึ่งเรื่องแล้วด้วย เขียนด้วยมือเพราะพิมพ์ เป็นอะไรที่เชยมาก เพราะเราอยู่ในสถานที่แบบนั้น ก็เลยคุยกับพี่สาวว่าพี่เขาเขียนออกมาดูดี คนละเรื่องกับเราเลย แล้วพี่สาวเราก็ให้กำลังใจ เออไหนๆก็เขียนไปแล้ว เอาน่า เราก็เลยเขียนในนั้นด่าพี่ ด่าน้อง เต็มไปหมด เล่าทั้งหมดว่าฉันเจออะไรมาบ้าง ทั้งทำงาน ทั้งครอบครัว เรือนจำ ก็เขียนๆไปเรื่อยๆส่งไปแบบนี้แหละ ได้ก็ได้ไม่ได้ก็ช่างมัน ปรากฎว่า เออได้ หนิงก็เลยรู้ว่าคนสนใจอยากจะฟังเรื่องแบบนี้ เป็นเรื่องจริง อะไรก็ได้ที่มันให้ข้อคิด

 

                “มันต้องเป็นเรื่องที่ให้ข้อคิดกับเราด้วยและน่าสนใจ คนก็อยากอ่าน หรือว่ามีหลักการง่ายๆแฝงไว้ให้คนอ่านได้คิด มันก็จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ” คุณยุวดีกล่าวเสริม

 

                “ในหนังสือเล่มสี่ของหนิง ถึงแม้จะยังเล่าถึงอาชีพขายบริการ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะขายอย่างเดียว จะคอยเล่าว่าคนนี้เป็นยังไง เป็นแบบไหน  ซึ่งหนิงเองไม่ต้องการอะไรมาก แค่ต้องการเก็บเงิน และผู้หญิงที่ขายบริการบางคนก็คิดแบบนี้เพราะมันสบายได้เงิน

 

                แล้วมีคนหนึ่งที่หนิงประทับใจมาก เขาชื่อฮัดซัน เป็นคนอินเดียทำงานเป็นบ๋อยของโรงแรมในบาร์เรน ถ้าคิดเป็นเงินไทยจะได้เงินเดือนประมาณเจ็ด-แปดพันบาท แล้วเขาจะหารายได้เล็กๆน้อยๆกับแขกที่มาใช้บริการด้วยการหาผู้หญิงขายบริการมาเสนอให้

 

                ฮัดซันเป็นคนตัวเหม็นมาก เขาเป็นแขก แต่เขาเป็นคนน่าสงสารมาก ซึ่งอะไรที่คนไม่ชอบ หนิงจะชอบและสนใจในเรื่องของเขา เลยเอาเรื่องของฮัดซันมาเขียน หนิงอยู่กับเขามาหลายวันเพราะฉะนั้นหนิงจะสนิทและพูดคุยกับเขา ฮัดซันหาแขกได้ประมาณวันหนึ่งหกเจ็ดคน เขาก็มีรายได้ประมาณพันกว่าบาทต่อเดือน แล้วเราสนิทกัน หนิงก็มาคิดว่าฮัดซันมีเงินต่อเดือนแค่เจ็ดพันถึงแปดพันบาทต่อเดือน แต่หนิงหาได้เป็นหมื่นในวันเดียว

 

                แต่ปรากฏว่าเขามีโรงแรมเล็กๆเป็นกิจการของตัวเองที่อินเดีย มีขนาดสิบกว่าห้อง ให้เมียเป็นคนดูแลกิจการ แล้วตัวเขาเองก็เป็นรูมบอยที่บาร์เรนส่งเงินไปเจือจุนโรงแรมของตัวเอง จนทำให้หนิงคิดว่าราทำไมเขาทำได้ แล้วทำไมพวกเราทำงานกันวันหนึ่งเป็นหมื่นๆ แต่เราไม่มีปัญญาทำอย่างเขาได้ มันสะท้อนอะไรหลายๆอย่างให้หนิงคิดได้ว่าเราต้องรู้จักเก็บออม รู้สึกอายฮัดซันมาก หนิงเลยเอามาเขียน ฮัดซันเขาก็ไม่ค่อยใช้เงินเท่าไหร่ เขาเป็นคนประหยัด แต่ก็โอเคถ้าเขาประหยัดแล้วเขาได้สิ่งนั้น”

 

                “ก็อย่างที่บอกว่าข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญ จำได้ว่ามีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งไปสัมภาษณ์นักโทษที่ต้องถูกประหาร สิ่งที่อยากบอกก็คือว่าในวงการหนังสือตอนนี้มันตัดกันด้วยข้อมูล ใครที่มีอะไรใหม่ๆ หรืออะไรแปลกๆ มันก็จะเป็นเรื่องที่น่าสนใจ

 

                แต่การเขียนนวนิยายมันก็ไม่เชิงว่าเป็นเหตุการณ์จริง คือเราใช้เรื่องจริงมาสร้างเป็นตัวละคร แล้วเราเอามาร้อยเรียงให้เหมือนเป็นเหตุการณ์จริง อย่างเช่น “รอยวสันต์” เรื่องนี้บอกเล่าเกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรมของคนจีน เราก็มีข้อมูลอยู่จริงๆ ซึ่งคนปัจจุบันไม่มีแล้ว ถึงมีก็ไม่ละเอียด

 

                ตอนที่เขียนก็หงุดหงิดนิดหนึ่งว่านิยายไทยชอบเล่าว่าคนจีนมีแค่เสื่อผืนหมอนใบ แต่ที่เราเจอในชีวิตจริงก็มีนะ แต่ไม่ใช่ผู้ชายกลับเป็นผู้หญิง มันก็จะแตกต่างกันออกไป และอันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราอยากเขียนผลงานส่งเข้าประกวด จริงๆคนอาจสงสัยว่าทำไมเราก็มีผลงานลงในลงในหนังสืออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาประกวด แต่ตอนนั้นที่เขียนเพื่อส่งประกวดนั้นอยากเผยแพร่จริงๆ ที่ไม่ได้เขียนลงรายสัปดาห์เพราะเค้าอยากได้เรื่องแบบพาฝัน มีพระเอกนางเอก มีผู้ร้าย แล้วก็จบลงด้วยความรัก แต่ทีนี้เรื่องรอยวสันต์มันไม่ได้มีนางเอกพระเอกแต่มันเป็นการบอกเล่าชีวิตแล้วก็วิถีชีวิตคนจีนกวางตุ้ง ซึ่งอาชีพนี้ปัจจุบันไม่มีคนทำแล้ว แต่ก็มีคนจีนคนหนึ่ง เขาร่ำรวยมาก เอารูปมาให้ดู ปรากฎว่าดูรูปเก่าๆก็เห็นปู่เขาจ้างคนมาอุ้มหลานก็เป็นอาสำ เราก็มั่นใจว่ามันเป็นเรื่องจริง มีมานานแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีผู้หญิงจีนมาทำงานแม่บ้านแบบนี้ อันนี้ก็คือที่มาของชื่อเรื่อง”

 

                และยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเขียนนวนิยายมาเล่าให้ผู้ฟังอีกด้วยคือ

 

                “จริงๆแล้วสิ่งที่สำคัญของการเขียนนวนิยายก็คือชื่อเรื่อง เพราะว่ามันจะเปิดเผยอะไรบางอย่างว่าเนื้อเรื่องมันเกี่ยวกับอะไร แต่ขณะเดียวกันมันต้องไม่บอกว่าเรื่องนี้มันเป็นแบบนี้แน่เลย อย่างเช่นรักเธอคนเดียว รักเธอสุดขอบฟ้า บก.คนเก่าของสกุลไทยบอกว่ามันเชย ชื่อเรื่องมันบอกจบแล้วแบบไม่ต้องเล่าเลย เห็นภาพแล้ว

 

                จะบอกว่าชื่อเรื่องสามารถบอกให้เห็นภาพเลยว่ามันยาวพอทีจะปิดเนื้อหาได้ทั้งหมดนะ แต่มันก็ยาวพอที่จะปกปิดเนื้อหาในบางส่วนที่น่าสนใจอยู่ อย่างเช่น “รอยวสันต์” ตอนที่เขียนก็นึกว่าจะเอาชื่ออะไรดี เพราะมันไม่มีพระเอกนางเอกฉันรักเธอ เธอรักฉัน แล้วก็ไม่รู้เป็นโรคบ้าอะไรถ้านึกชื่อเรื่องยังไม่ออกจะเขียนไม่ได้เลยจริงๆ เคยถามนักเขียนบางคน เขาก็เขียนไปเรื่อยๆ เขียนไปสักเจ็ด-แปดตอน ชื่อมันจะโผล่มาตอนที่สิบห้า แต่ทำไม่ได้จริงๆ คือมันต้องมีชื่อเรื่องมาเพื่อกำหนด รอยวสันต์ ก็จะเป็นชื่อเรื่องที่หมายถึงหน้าฝน เป็นอะไรที่สะอาด สดชื่น ผลิบาน เหมือนชีวิตที่สดชื่น ในวันคืนดีๆของชีวิต ในเรื่องก็คือคุณยายสามคนเล่าเรื่องในอดีตให้หลานฟังมันก็เปรียบเหมือนรอยวสันต์ คืออดีตมันผ่านไปแล้วก็นำมาเล่าให้ฟัง กว่าจะชื่อนี้เจอเหนื่อยมากเลย แต่พอหาเจอแล้วก็รู้สึกโอเคและดีใจแล้วก็เขียนไปเรื่อยๆ

 

                ถามคุณอาทรบ้าง สงสัยจริงๆว่าทำไมรางวัลชมนาดถึงเปลี่ยนจากนวนิยายเป็นแบบไม่ใช่นวนิยาย รู้สึกนักเขียนจะน้อยใจไม่ใช่น้อย”

 

                “ผมก็ตอบด้วยความเคารพต่อหน้าลูกสาวคุณสุภัทร สวัสดิรัฐ และบก.สกุลไทยที่อยู่ที่นี่ เพราะว่าสกุลไทยก็รับนิยายมาช้านานามากเป็นเวทีของนักเขียนหลายรุ่น  ก็คือทางใครทางมัน แต่พอรู้ว่ามีรางวัลสุภัทร สวัสดิรัฐเกิดขึ้น ผมก็เคารพคุณอาสุภัทร ผมก็เลยมาปรึกษามาคุยกันภายใน เราก็มาทำแนวฟิคชั่นตลาดนานาชาติก็ได้รับการต้อนรับกันสมควรทีเดียว ถ้าเป็นเอเชียเกี่ยวกับฟิคชั่นกำลังมา สรุปง่ายๆว่าที่เปลี่ยนมันก็สร้างความแตกต่างที่มอบรางวัลชมนาดให้กับผู้หญิง คนก็สร้างความแตกต่างอีกว่าพิมพ์ภาษาอังกฤษได้ด้วยเพื่อสร้างความแตกต่างและหลากหลายของผลงาน ผมก็ดูแล้วว่าเรื่องที่เกิดจากประสบการณ์จริงแล้วก็เขียนความเรียงแบบร้อยแก้วมันง่ายขึ้น แม้แต่คุณหนิงที่ไม่เคยเขียนหนังสือมาก่อนก็สามารถเขียนได้ง่าย พอวันที่ได้รับรางวัลก็ดังไปทั่วโลก ตอนที่บอกมีสัมภาษณ์ คุณหนิงก็ยังตกใจเลย

 

                รางวัลชมนาดเป็นรางวัลหนึ่งที่น่าสนใจ แฟรนไชน์จะไม่มีความหมายเลยถ้าเกิดคุณทำแล้วมันไม่มียี่ห้อ และที่สำคัญเราก็ยังได้ที่ประชาสัมพันธ์เพิ่มมากขึ้นโดยที่เราไม่ได้ขอ จริงๆตอนนี้เข้ามาทางแฟรนไชน์มันเป็นเว็บไซต์ แล้วเขาก็ประกาศเสร็จสรรพ เอาไปขึ้นออนไลน์ให้สำหรับคนที่สนใจ แล้วก็ปรากฎว่าทางออนไลน์คนสอบถามมาเพียบเลยทั้งๆที่เมื่อก่อนผมประชาสัมพันธ์ด้วยความยากลำบากมาก กว่าจะมีคนสนใจมาถามเราต้องเที่ยวไปขอร้องพันธมิตรเราให้ขึ้นหนังสือบ้าง แต่คราวนี้ก็มีหลายรายที่อยากมาเข้าร่วมแต่มาไม่ได้บ้าง เพราะว่าอยู่ต่างประเทศ ผู้สนใจประมาณกึ่งหนึ่งเป็นคนไทยต่างแดน เราก็ภูมิใจที่เราทำมาไม่เหนื่อยเปล่า

 

                และที่สำคัญคนที่ได้รางวัลมาก็ยังทำหนังสืออย่างคุณยุวดี แล้วบางคนอัศจรรย์มากคือก็คิดว่าได้รางวัลก็คงทำเล่มเดียวจบ แต่เขาก็ยังเขียนอาชีพเป็นหลัก เธอเขียนมาทั้งหมดตอนนี้สี่เล่มแล้ว น่าอัศจรรย์มาก คือผู้ที่สนใจจะประกวดไม่ต้องซีเรียสว่าจะเขียนยังไง บางครั้งเราเคยได้ฟังเรื่องราวหรือเป็นผู้รับฟังที่ดี เราอาจจะเอาเรื่องที่เรารับฟังมาเผยแพร่ หรือเอาประสบการณ์ที่เคยได้รับมาเผยแพร่ก็ได้ หรือจะเอามาเขียนแบบสารคดีเราก็ต้อนรับ แต่อาจจะมีมุมพิเศษให้กรรมการดู และดูรสนิยมของคณะกรรมการ

 

                ผมบอกนิดหนึ่งว่ารางวัลชมนาดเป็นรางวัลค่อนข้างพิเศษและดี เพราะเนื่องจากว่าผมก็เป็นผู้จัดพิมพ์ก็เลยมีโอกาสไปบุ๊คแฟร์ต่างประเทศบ่อยๆ ผมก็พยายามเอาหนังสือเรื่องรอยวสันต์ไปโชว์ ประมาณสี่ห้าเดือนที่แล้วผมก็ไปพิมพ์ขายที่มาเลย์ มาเก๊า ผมก็มีความพยายามไม่อยากให้หนังสือจบแค่ที่ไทย ต้องการให้ประเทศอื่นได้อ่าน และตอนนี้ที่เวียดนาม ผมกล้าพูดได้เลยว่าเขาทุ่มเทการซื้องานในไทยไปแปลเป็นจำนวนมาก เพราะเขานิยมอ่าน ผิดกับในไทยที่คนอ่านหนังสือกันน้อยลง ผมถึงได้บอกว่าเราพยายามให้การสื่อสารกว้างไปไกลที่สุด

 

                เวทีนี้เราก็พิสูจน์แล้วว่านักเขียนบางคนไม่เคยเขียนมาก่อนก็ยังทำได้ ผมไม่ทราบว่าผู้ฟังด้านล่างอยากจะถามอะไรเพิ่มเติมไหมครับ เพราะทางเราก็มีเว็บไซต์ของเราและแฟนเพจของทางประพันธ์สาสน์บางท่านก็แจกจงเหตุผลมาว่าส่งทางอีเมลไม่ได้เหรอ ซึ่งผมก็ขอนำมาตอบตรงนี้อีกครั้งหนึ่ง จริงๆอยากจะเอื้อเฟื้อให้สะดวก แต่ติดปัญหาในเรื่องของลิขสิทธิ์ซึ่งมันพิสูจน์ได้ยาก เรื่องนี้มันเคยมีคดีความมาบ้างแล้ว ศาลบ้านเราก็ให้น้ำหนักน้อยมากเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ เพระฉะนั้นเรื่องการประกวดเราก็ต้องปกป้องตัวเอง รับงานที่ส่งทางอินเตอร์เน็ตได้ง่ายๆ พอถึงเวลารับงานเราไม่ได้ห่วงแค่เรา แต่เราก็ห่วงคณะกรรมการ เราต้องขออภัยจริงๆที่ต้องให้ปริ้นท์มา เราก็มีตัวอย่างการประสบความสำเร็จมาให้ได้เห็นแล้ว อย่างคุณธนัญดาเป็นต้น

 

                ถ้านักเขียนทั้งสามท่านไม่มีอะไรเพิ่มเติมแล้ว ผมก็ขอเข้าเรื่องระยะเวลาโครงการ สำหรับใครที่สนใจอยากร่วมประกวดรางวัลกับเรานะครับ  รางวัลชนะเลิศจะได้รับการประดับเข็มกลัดเพชรแท้ และค่าลิขสิทธิ์จำนวนห้าหมื่นบาท จริงๆแล้วก็ขึ้นอยู่กับการตีพิมพ์ด้วย แล้วก็รางวัลชมเชยจำนวนสองรางวัล ก็จะได้เงินรางวัลพร้อมเผยแพร่ แต่เป็นการพิมพ์ภาษาเดียว รางวัลชมเชยอันดับสองก็ได้เงินรางวัลสองหมื่นบาท

 

                ผู้ใดที่พิมพ์กับทางเรา เราจะให้อยู่บนเชลฟ์หนังสือตลอดไม่ว่าพิมพ์กับทางบ้านเราหรือภาษาอังกฤษ เราจะปิดรับต้นฉบับตอนสิ้นมิถุนายน 2557 เพื่อให้กรรมการมีเวลาคัดเลือกผลงาน รอบตัดสินผลงานจะมีการประชุมกันในวันที่ 31 มีนาคม การประกวดชมนาดนี้คือการประกวดคัดเลือกต้นฉบับ เราจึงยังไม่ประกาศเลยเพราะถ้าประกาศแล้วจะต้องตีพิมพ์เป็นเล่ม เพราะฉะนั้นเราจึงใช้เวลาคัดเลือกนาน ผมต้องขอขอบคุณนักเขียนรางวัลชมนาดของเราที่มาพูดคุยพร้อมกันสามคนเพื่อให้ผู้สนใจมาฟังแล้วคิดว่าหาวัตถุดิบกันยังไง เขียนอย่างไร บางท่านอุตส่าห์สละเวลามาให้แก่ผู้ที่สนใจอย่างแท้จริง แล้วก็ขอบคุณทุกท่านที่มาตั้งใจฟังกันด้วยครับ ขอบคุณครับ”

 

 

        

 

        

จำนวนผู้เข้าชม 3293    
ชื่อผู้ใช้/อีเมล :  
รหัสผ่าน :